Author: eYacht

  • 10 ปียังไม่สาย สหายรัก!

    จากความผิดพลาดหนหลัง ทำ encoding ภาษาไทยของ Database WordPress ของ Blog พังพินาศ หาข้อมูลการแก้ encoding Thai บน Google ก็ไม่มีใครเจอปัญหานี้เท่าไหร่ สุดท้ายก็ท้อ แล้วก็ทิ้งไว้อย่างนั้น

    หลายสัปดาห์ก่อนเปิดไปเจอ Blog พัง ๆ อันนี้เข้าด้วยความบังเอิญ และเกิดคิดขึ้นได้ว่าสมัยนี้เรามี AI เขียนโค้ดได้แล้ว ลองดูซักตั้ง

    ทีแรกส่งให้ Claude แนะนำวิธีแก้ไข ก็อ่านแล้วก็แก้ตามไปเรื่อย ไม่ได้ซักที คิดไปคิดมา เออ โยน .sql ทั้งก้อนไปให้แก้เลยละกัน ปรากฏว่าได้เฉย (ซึ่งก็พบว่าควรจะทำอย่างนี้ตั้งแต่แรก ใช้ AI น่ะให้เค้าทำให้เลย ไม่ใช่ให้เค้าแนะวิธีแก้ปัญหา)

    สรุปก็กู้กลับมาได้สำเร็จ จากนั้นพบว่า WordPress เดิมเป็นเวอร์ชั่น 4.6 สมัยมะโว้ กับธีมสมัยปี 2016 (10 ปี โอ้วววว) ก็ไล่อัพขึ้นทีละเวอร์ชั่น และก็จบด้วยการอัพเป็น WP7 สำเร็จอย่างราบรื่น โดยมี Gemini สั่งสอนอยู่ข้าง ๆ

    สรุปได้บล็อกเก่า ๆ กลับมาสำเร็จ มานั่งอ่านแล้วอย่าง Cringe แต่ก็ตลก ๆ ดี เป็นความคิดสมัย 15-20 ปีที่แล้ว เหมือนไดอารี่กลาย ๆ เหมือนกัน

    และเกิดความอยากไปให้สุด ก็ไปจด eyacht.net ขึ้นมาใหม่เลย จากที่เคยฝากไว้ที่เว็บร้านประหยัดตังค์ ก็ได้เว็บนี้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกรอบอย่างสนุกมือ

    ถือซะว่าเป็นงานอดิเรกคุณลุงที่ก็สนุกดีนะ เหมือนแก้ปริศนาที่ค้างคามา 10 ปี สำเร็จ ความฟินมันอยู่ตรงนี้!

    จะได้เขียน Blog ต่อไปอีกหรือไม่ เราไม่แคร์ เราสนุกกับการกู้ข้อมูล แค่นี้พอใจละ วะฮะฮ่า!!

  • รีวิว Fanday แฟนเดย์ – บทสรุปอันแสนขัดใจ

    รีวิว Fanday แฟนเดย์ – บทสรุปอันแสนขัดใจ

    หลังดูหนังจบแล้วออกมาอ่านที่หลายคนที่เขียนถึงแล้วยังไม่โดนใจเท่าไหร่ อัดอั้นตันใจมากจนต้องมาเขียนซะเอง ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่ได้เขียนมานานแล้ว (แถมยังเสียเวลามานั่งปรับหน้าตาเว็บใหม่อีกต่างหาก เพราะ Theme K2 นี่โบราณล้านปีมาก)

    เนื้อหาหลังจากนี้มีการเปิดเผยส่วนสำคัญของเรื่อง โปรดหลีกเลี่ยงหากยังไม่ได้ดู

    • พล็อตที่เลือกใช้ค่อนข้างจะเมโลดราม่า (น้ำเน่า) มาก น่าจะถูกเล่ากันมาล้านรอบแล้ว กับความรักของพระเอกนางเอกแบบนางฟ้ากับหมาวัดในเวลาจำกัด ตัวอย่างโด่งดังก็น่าจะเป็นไททานิก ไปยัน Lost in Translation ได้เลย
    • แต่พล็อตที่เลือกดันโดนข้าพเจ้าเป็นอย่างยิ่ง ดอกฟ้ากับหมาวัดไอที โอ้โห อันนี้โดนจริงจัง ทำเอาอิน ก่อนหน้านี้ที่รู้สึกโดนมาก ๆ ก็ Suck Seeds ที่ดูแล้วก็เหมือนเห็นตัวเองในหนัง (แต่ไม่ได้หล่อขนาดนั้นแค่นั้นเอง)
    • หลายคนค่อนข้างจับจดกับเรื่องความเป็นไปได้ของ TGA ความจำเสื่อมระยะสั้นที่มีเงื่อนไขพิลึกแถมแม่นยำ กับ การเดินทางผ่านมิติของพระเอกนางเอก ที่เที่ยวได้รอบโลกในเวลาวันเดียว ส่วนตัวคิดว่าผู้กำกับเองคงมีไอเดียของแต่ละสถานที่ที่อยากจะเล่า และเงื่อนไขจะมาบอกว่าจำได้ในเวลา 2 วัน ก็คงดูไม่เซ็กซี่เท่าไหร่ เลยเอาวะ เอาอย่างอื่นกลบเอาละกัน
    • ซึ่งส่วนตัวไม่ได้รู้สึกประดักประเดิดอะไรกับความเป็นไปไม่ได้เหล่านี้ เพราะแค่โรคของนางเอกก็คงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว หนังสร้างโลกอันน่าเชื่อถือขึ้นมาจากความรู้สึกนึกคิดของตัวละครมากกว่า พอเรื่องเป็นเมโลดราม่ามากับการถ่ายทอดความรู้สึกที่แน่น ก็ไม่รู้สึกว่าโครงเรื่องจะหลวมจนเกินไป
    • ส่วนตัวคิดว่าผู้กำกับเล่นท่ายากขึ้น แม้ว่าจะเป็นหนังน้ำเน่า แต่ก็มีเส้นเรื่องที่แม่นยำและละเอียดอ่อน ซึ่งถ้ามือไม่ถึงก็คิดว่าจะเอาไม่อยู่ ตัวหนังคงจะเพ้อ ๆ ไปกว่านี้ รวมถึงเดาเอาเองว่าผู้กำกับคงอยากจะลองขยับมาสร้างเรื่องที่เน้นความรู้สึกของตัวละครมากขึ้น เล่าเรื่องตัวละครที่เทา ๆ มากขึ้น ทำยังไงให้คนดูยังเอาใจช่วยพวกเค้าได้ ทั้ง ๆ ที่เบื้องหลังพระเอกนางเอกก็ไม่ได้เป็นคนดีไปเสียทั้งหมด
    • ชอบสัญลักษณ์หลาย ๆ อย่างที่ทิ้งไว้ อย่าง หิมะ, เทศกาลน้ำแข็ง, การทุบทำลายน้ำแข็ง, ตัวรูปปั้นหิมะใส่แว่น, แหวนที่หักได้ ละลายได้ ทุกอย่างโยงไปถึงการไม่คงทน เดี๋ยวก็ละลายหายไป
    • ชอบการเล่นกับความทรงจำ การลืม การจำ ซึ่งเอามาใช้พลิกเรื่องได้อย่างน่าสนใจ เด่นอยากจะลืมวันที่ตัวเองเผลอไปบอกรักเค้า เด่นอยากจะจำเวลาดี ๆ นี้ไว้คนเดียวโดยไม่บอกให้นุ้ยรู้ ตอนเริ่มความจำเสื่อม นุ้ยอยากจะจำได้ว่าตัวเองเป็นใคร พอรู้ความจริง นุ้ยอยากจะลืมว่าตัวเองเคยอยู่ในสถานะอะไร พอเข้าใจเรื่องทั้งหมดนุ้ยอยากจะจำได้ว่าเหตุการณ์วันนี้มันดีแค่ไหน
      เด่นอยากให้นุ้ยลืมเรื่องของเด่นในวันนี้ เพราะกลัวความจริงจะทำลายความงดงามของวันนี้ไป แต่เด่นก็อยากให้นุ้ยจำความสุขที่ตัวเองมีในวันนี้ได้จึงไม่ลบคลิปนั้นออกไป
    • ชอบการเอาคลิปวีดีโอมาใช้ในการพลิกโครงเรื่องได้อย่างเหมาะเจาะและไม่ยัดเยียด ตัวละครตัดสินใจอย่างเป็นเหตุเป็นผล เด่นลบคลิปตามที่ตัวเองตั้งใจ วันเดียวเปลี่ยนอะไรไม่ได้มากขนาดนั้น เด่นรู้ดี
    • หลายคนรู้สึกขัดใจไม่ชอบตอนจบ ผมกลับชอบมาก ชอบในความกล้าหาญของผู้กำกับที่เลือกท่ายากในการสร้างบทสรุปของเรื่องราว อย่างที่ไม่ยัดเยียดและสมเหตุสมผล รวมถึงการตัดต่อที่จงใจน็อคให้เรามึน แล้วเรื่องราวก็วนเวียนในหัวเราต่อไปอีกหลายวัน
    • เราไม่อาจรู้อย่างแท้จริงว่านุ้ยลุกออกจากโต๊ะเดินออกจากห้องโดยไม่สนใจเสียงเรียกของท็อป หลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น แต่เราก็เชื่อว่าความรู้สึกของนุ้ยได้เปลี่ยนไปแล้ว หลังจากที่เห็นตัวเองยิ้มอย่างมีความสุขจนน่าอิจฉา และหลังจากคลิปวีดีโอนั้นจบลง นุ้ยก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
    • หลายคนถกเถึยงถึงประเด็นว่านางเอกจะตามหาชายลึกลับคนนี้ไหม ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องยากถ้านางเอกจะพยายาม หนังพูดอย่างรัดกุมอยู่แล้วว่านางเอกพยายามไปถามเจ้าหน้าที่ที่เคาน์เตอร์ เด่นลาออกจากงานหลังจากกลับมาจากท่องเที่ยว เพื่อนทักเรื่องเสื้อกันหนาวในคลิป ผู้กำกับไม่ได้ปกปิดความเป็นไปได้ในการที่นุ้ยจะตามหาเด่นจนเจอ
    • หนังไม่พยายามสรุปว่านุ้ยจะตามหาเด่นไหม ทั้งคู่จะรักกันหรือเปล่า เพราะก็เหมือนที่เด่นบอก ความจริงมันเป็นคนละเรื่องกับความฝันที่เกิดขึ้นในวันนี้ คนดูเอง เดินเข้าโรงไปนั่งร่วมทุกข์ร่วมสุขไปกับความฝันของเด่นและนุ้ย นั่งมองโลกที่มีความสุขที่สุดของทั้งสองคน ถูกต้องแล้วที่ผู้กำกับไม่พยายามยัดเยียดความจริงปลอม ๆ ให้กับเราว่าเค้าทั้งคู่จะรักกัน
    • แต่แน่นอน ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าทั้งคู่จะรักกันหรือไม่นั้นไม่สำคัญเท่ากับความจริงที่ว่า ทั้งคู่ได้เรียนรู้ว่าความสุขและความรักคืออะไร
    • …รวมถึงคนดูทุกคนด้วย

    ปล. ชอบมุก tick tock มาก โคตร Geek แต่โทนเสียงน่ารัก

  • Book review #3/2016 ตูดเด็กวิทยา

    9786167469492

    ผลงานเล่มใหม่ของ นายสะอาด ที่พิมพ์กับ Let’s เจ้าเก่า

    ผมอ่านงานครั้งแรกของนายสะอาดจากหนังสือชื่อ Infinity เป็นหนังสือที่เพื่อนของน้องชายทำขึ้นมา เป็นหนังสือคนอุบลที่ตั้งใจจะขายทั่วประเทศ ซึ่งตอนนั้นเห็นแล้วก็ตื่นเต้นไปด้วย และในเวลานั้นเองเห็นงานนายสะอาดในหนังสือครั้งแรก ยังคิดเลยว่าเป็นเด็กอุบล (เพิ่งรู้ไม่นานมานี้ว่าไม่ใช่ ตามสไตล์ไม่ชอบตามชีวิตนักเขียน)

    งานนายสะอาดมีลักษณะเฉพาะตัว ห่าม ๆ มีความเป็นผู้ชายสูง เกรียน ๆ กวนตีน ๆ ซึ่งเล่มนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ แต่ละตอนของเล่มนี้ส่วนใหญ่เป็นตอนเก่า ๆ สมัยยังเรียนม.ปลาย กับ มหาวิทยาลัย ทำให้หลาย ๆ ตอนจังหวะยังไม่เทพเหมือนปัจจุบัน แต่ก็รู้สึกดีที่ได้เห็นพัฒนาการที่ดีมากสำหรับนักเขียนคนหนึ่ง

    อารมณ์คงคล้าย ๆ ภาค 4 ที่ย้อนกลับไปทำภาคต้น ประมาณนั้น

    ปกติส่วนตัวเห็นงานนายสะอาดแล้วก็หยิบเลย ไม่ต้องคิดมาก สนุก+กวนตีน(หาคำอื่นแทนคำนี้ไม่ได้แล้วจริง ๆ) มาครบแน่นอนอยู่แล้ว ส่วนตัวชอบเล่มไปญี่ปุ่นที่สุด มันลงตัวทั้งเรื่องเล่า จังหวะปล่อยมุก รวมถึงวิธีการนำเสนอ ใครยังเคยอ่านงานของนายสะอาดก็ลองหาอ่านดูครับ “ชายผู้ออกเดินทางไปญี่ปุ่นด้วยการ์ตูนของตัวเอง”

  • Book review #2/2016 หาวห่าว Marketing การตลาดจีนยุคใหม่ที่คุณต้องร้องโอ้โห!

    xxx1

    ว่าด้วยเล่มที่ 2 ของปีนี้ หาวห่าว Marketing การตลาดจีนยุคใหม่ที่คุณต้องร้องโอ้โห! – ชื่อจะยาวไปไหน

    เขียนโดยคุณวรมน ที่คร่ำหวอดในวงการนิตยสารมาเป็นเวลานาน แถมเมื่อเนื้อหาเป็นประสบการณ์จริง ไม่ได้แปลมาจากไหน ดังนั้นเนื้อหาจึงอ่านง่าย เหมือนเพื่อนมาเมาธ์เรื่องราวน่าตื่นตาของเมืองจีนให้ฟัง

    หนังสือว่าด้วยตลาด online จีนกำลังโตแบบก้าวกระโดด รวมเรื่องราวของทั้งการเติบโตของ alibaba, Tancent, Wechat, Taobao, Tmall ฯลฯ เรื่องเล่าแนวคิด วิถีชีวิตที่กำลังเปลี่ยนไปของคนจีน รวมถึงบุคลิกของตลาด Online จีนที่มีลักษณะเฉพาะตัว อย่างเช่นเรื่องภาษาที่พิมพ์ยากทำให้ต้องตั้งชื่อเว็บเป็นตัวเลขเลียนเสียง การบุกตลาด Alipay ด้วยการแถมฟรี การตลาดวันคนโสดหรือช้อปทะลุจอ ฯลฯ หนังสือเล่าสนุกริงก์ไซต์ แบบที่คนเขียนเองก็นั่งรอคืนก่อนวันคนโสดเพื่อกดคลิกช้อปตอนเที่ยงคืนหนึ่งนาทีกับคนจีนนับล้านไปพร้อม ๆ กัน

    นอกจากเมืองจีนที่กำลังฮอตได้ที่ เรื่องราวของ Jack Ma (หม่าหยุน) เจ้าของ Alibaba ก็กำลังโด่งดังระดับโลก เรื่องราวกว่าครึ่งเล่มนี้ก็เป็นเรื่องของความยิ่งใหญ่ของ Alibaba ในแดนมังกร ซึ่งอ่านแล้วก็ได้แต่ตื่นตาตื่นใจถึงวิสัยทัศน์ของนักธุรกิจร่างเล็กคนนี้ ว่าคิดและทำได้อย่างไร

    สิ่งที่อ่านแล้วชอบเป็นพิเศษคือการเขียนเลียนเสียงจีนของเล่มที่ผันเสียงวรรณยุกต์ตรงเป๊ะ ทำให้ถ้าเราออกเสียงตามหนังสือก็จะได้โทนเสียงเหมือนกับคนจีนพูดเลย เป็นความใส่ใจของคนเขียนและสำนักพิมพ์ที่น่าประทับใจ

    ด้วยความที่ผมสนใจเรื่องราวประมาณนี้ การอ่านเล่มนี้จึงอยู่ในระดับติดหนึบอีกเล่ม หนังสือไม่หนา รูปประกอบเยอะ บวกกับสำนวนง่าย ๆ เป็นกันเอง ทำให้เป็นหนังสือแนะนำอีกเล่ม เหมาะสำหรับคนที่อยากเปิดหูเปิดตา มองเมืองจีนในมุมใหม่ ให้ร้องโอ้โห! ตามชื่อหนังสือ 🙂

  • Book Review #1/2016 จุลินทรีย์แห่งความสำเร็จ

    image

    ปีนี้มีโครงการอ่านหนังสือ 52 เล่ม แล้วเอามารีวิวใน Blog นี้ ไม่รู้ว่าจะสำเร็จไหม แต่อยากพยายามดู เพราะช่วงหลังอ่านเว็บก็หมดวันซะแล้ว หนังสือกองพะเนินไม่ค่อยได้อ่านเหมือนเมื่อก่อน เลยต้องหาทางเปลี่ยนวิถีชีวิตให้ได้ เลยใช้วิธีกำหนดเป้าหมายรายปีซะเลย

    เล่มแรกที่เอามาเขียน (แต่ไม่ใช่เล่มแรกที่อ่าน) คือ จุลินทรีย์แห่งความสำเร็จ ของ นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ จากสำนักพิมพ์ a book เป็นผลงานรวมข้อเขียนจากคอลัมน์ Pop teen ในมติชนสุดสัปดาห์

    ซื้อมาอ่านเพราะติดใจจาก Popeye หนังสือเล่มก่อนของคุณนครินทร์ เนื้อหาถูกจริต เพราะร่วมสมัย อ่านง่าย ใกล้ตัว และบันดาลใจดี

    เล่มนี้เล่าเรื่องความสำเร็จของคน บริษัท แบรนด์ หลากหลายจากทั่วโลก ซึ่งเค้าบอกว่าปัจจุบันเพียงความพยายามไม่สามารถสร้างความสำเร็จได้อีกต่อไป มันมีอะไรมากกว่านั้น เป็นสูตรลับที่น่าค้นหาและเลียนแบบเป็นอย่างยิ่ง

    หนังสือพาเราไปรื้อลิ้นชักความสำเร็จ ตั้งแต่ เซเลปคนดัง อย่าง การใช้ความฉาวสร้างชื่อของ Kim Kardashian ความคงกระพันของจากการปรับตัวคุณปู่ James bond หรือ อีโก้สุดติ่งของโรนัลโด้ รวมไปถึง การลุกขึ้นใหม่ของ Uniqlo หรือแม้กระทั่งระดับประเทศอย่างคลื่น ฮัลริว ของเกาหลีใต้ กลยุทธที่มีทั้งคนรักและคนชัง

    หนังสืออ่านสนุก วางไม่ลง เปิดโลกกว้างเป็นอย่างดี ลองอ่านเติมมุมมองและจุดไฟบันดาลใจได้แล้วทุกแผงวันนี้ ขอแนะนำ 🙂

  • Office จิ๋ว

    parallellabmicroofficenorthpointhongkongdesignboom09

     

    parallellabmicroofficenorthpointhongkongdesignboom06

    ชอบไอเดียเรื่องห้องเก็บเอกสาร + หนังสือด้านหลัง ที่ยกพื้นขึ้นมา ทำให้ มานั่ง ๆ นอน ๆ หรือ ใช้เป็นเก้าอี้ได้ด้วย (เก็บไอเดีย เผื่อไว้ทำห้องอ่านหนังสือ)

  • ตรีโกณ-มิติของนักศึกษาจบใหม่

    ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาสัมภาษณ์พนักงานไปหลายคนมาก คงเพราะช่วงนี้มีเด็กที่เพิ่งจบออกมาใหม่ ๆ เยอะ เลยออกมาหางานกันขวักไขว่ สิ่งที่รู้สึกได้กับทุกคนที่มาสมัครคือ เค้าไม่เข้าใจในสิ่งที่เป็นแก่นของวิชาที่เค้าเรียน ไม่เข้าใจว่าฉันเรียนแล้วได้อะไร วิชานี้เนื้อหาสำคัญคืออะไร อะไรคือวัตถุประสงค์ของการเรียนวิชานี้ มันเกี่ยวข้องในภาพรวมกับสาขาที่เรียนอย่างไร เค้าไม่เข้าใจกัน

    ถ้าถามว่าวิชา xxxxx นี้เรียนเรื่องอะไร จะตอบกันไม่ค่อยได้ว่าแก่นที่ต้องรู้ของการเรียนวิชานี้คืออะไร รวม ๆ แล้วคือ เรียนเรื่องอะไรยังไม่รู้เลย อย่างถามว่า วิชาการวางแผนเชิงกลยุทธ เรียนเรื่องอะไร ก็จะตอบเรื่อง Product Life Cycle ซึ่งไม่ผิด แต่มันไม่ใช่แก่นของ Strategy มันเป็นแค่เสี้ยวหนึ่ง ถ้าเอาไปตอบตอนถามเรื่อง Marketing ก็คงให้ซัก 50/100 คะแนน แต่มาตอบวิชา Strategy มันจะน่าจะได้แค่ 10-20 คะแนนเท่านั้น

    ในตอนเรียน ป.ตรี เราจำเป็นต้องเรียนภาษาโปรแกรมมิ่งหลายตัว สมัยนั้นเริ่มต้นด้วย Pascal ใน Introduction to Computer -> เรียน C++ ใน Data Structure -> เรียน Assembly ใน System Engineering -> เรียน SQL ใน Database -> เรียน Java ใน Object Oriented Programming ซึ่งมันก็มีความหมายของมันอยู่ เพราะภาษาที่นำมาสอนนั้นเป็นเหมือน Tools ในการเข้าใจถึงแก่นของวิชานั้น ๆ

    • Pascal มีความเข้มงวดในการเขียนและเป็นภาษาเชิง Structure จึงเหมาะกับการเรียนเขียนเบื้องต้น
    • C++ เร็ว ยืดหยุ่นสูง เข้าถึงหน่วยความจำได้ ทำให้เหมาะกับการนำมาเรียนเรื่อง Data Structure เพื่อเอามาทดลองสร้าง Stack, List ฯลฯ ได้
    • Assembly เป็นภาษาที่ใช้ควบคุมได้ถึงระดับ Hardware จึงเหมาะกับการเรียน System Engineering
    • SQL เป็นภาษาสำหรับการสืบค้นข้อมูลจาก ฐานข้อมูล จึงอยู่ใน Database
    • java เป็นภาษาที่เป็นรากฐานของ OOP ยุคใหม่ จึงเหมาะกับเป็นภาษาในชั้นเรียน OOP

    ในระหว่างเรียน ไม่รู้ว่านักศึกษาจะเข้าใจหรือเปล่าว่าทำไมตนเองต้องเรียน Data Structure ทำไมต้องเรียน System Engineering แล้วทำไมปี 3 ปี 4 ไม่ค่อยได้เรียนภาษาสำหรับ Programming แล้ว กำลังพยายามถามตัวเองว่าตอนจบออกมาแล้วรู้เลยหรือเปล่าว่าทางคณะเค้าจัดวิชาเรียนมาแบบนี้ ๆ เพราะเราต้องมีลำดับความรู้แบบนี้ ๆ หรือว่ามาตระหนักรู้เอาตอนเรียนจบมาแล้วกี่ปี

    กำลังคิดว่าถ้าได้เป็นอาจารย์ ผมจะให้ความสำคัญกับชั่วโมงแรกมาก ๆ จะบรรยายว่าทำไมในโลกนี้จึงต้องมีวิชานี้ ทำไมเราต้องรู้เรื่องนี้ มันจำเป็นต่อเราอย่างไร มันเชื่อมโยงในภาพกว้างกับวิชาก่อนหน้า และวิชาหลังจากนี้อย่างไร จากนั้นท้ายชั่วโมงจะตั้งคำถามทิ้งไว้ซัก 2-3 คำถาม ที่จะเป็นประเด็นใหญ่ของวิชานี้ แล้วก็บอกว่าทุกคนที่จบคลาสนี้ไปจะต้องตอบคำถามเหล่านี้ได้ แล้วก็เอาไปออกข้อสอบปลายภาค และหวังว่าหลังจากจบไปไม่ว่ากี่ปี เค้าจะต้องตอบได้ว่าเค้าจะเรียนไปเพื่ออะไร

    เด็ก ๆ จะได้เลิกบ่นกันซักทีว่า ฉันจะเรียนตรีโกณมิติ (หรืออื่น ๆ ) ไปเพื่ออะไร

     

  • ย้าย Google Calendar ไป Microsoft Live Calendar (Hotmail)

    ในที่สุดก็ถอย Lumia 920 มาใช้งาน ด้วยเหตุผลว่าได้รอบอัพเดทมือถือแล้ว เลือก 920 เพราะเป็น Windows Phone 8 ที่น่าจะดีที่สุดในตอนนี้ ส่วนที่เลือก Windows phone 8 มาใช้ เพราะใคร ๆ ก็ใช้ iPhone กับ Android 🙂

    คราวนี้ก็เดือดร้อนเพราะการใช้ Android มา 3 ปี ทำให้ชีวิตถูกผูกแนบแน่นสนิทกับ Google web service (จนเริ่มรู้สึกว่า Android นี่เป็น Trojan horse ที่น่ากลัวจริง ๆ) พอใข้งานจริง หากสร้าง event ใน calendar ในโทรศัพท์ มันจะไปสร้างนัดหมายใน MS Live calendar ไม่สามารถเลือกให้สร้างใน Google calendar ได้ ดังนั้นทำให้เวลาเปิดเว็บ ก็ต้องเปิด 2 service เลยซึ่งไม่สะดวกเป็นอย่างมาก เลยคิดว่าคงต้องย้ายสำมะโนครัวไปอยู่ MS Live Calendar แล้วล่ะ (แถมข่าวเปิดบริการ EAS เดือนหน้า คงกระทบน่าดู) ค้นแล้วมีวิธีดังนี้

    1. ไปที่  http://google.com/calendar
    2. กดเฟืองบนขวา เลือก Setting แล้วก็กด Tab คำว่า Calendars
    3. จากนั้นกลาง ๆ จอจะมีปุ่ม Export calendars กดเลย
    4. จะได้เป็นไฟล์ zip มา แตก zip แล้วจะได้ ไฟล์ .ics แยกตาม calendar ที่เรามี
    5. จากนั้นไปที่  http://calendar.live.com
    6. อยู่ด้านบน Calendar ข้าง ๆ ปุ่ม new , delete จะมีปุ่ม Subscribe กดที่ปุ่ม Subscribe ได้เลย
    7. เลือก Import from an ICS file
    8. ตั้งค่าต่าง ๆ แล้วกด import ได้เลย

    จากนั้นก็ไปปิดค่าการ Sync Calendar ที่มือถือใน Setting -> Account -> Google แล้วยกเลิกติ๊กถูกตรง calendar

     

  • ไป “เที่ยว”

    2 ขวบ = นั่งรถไปบ้านยาย
    6 ขวบ = ทะเล
    10 ขวบ = ทัศนศึกษากับโรงเรียน
    15 ปี = โดดเรียนไปสยาม
    18 ปี = รับน้องต่างจังหวัด
    20 ปี = ค่ายอาสา
    22 ปี = Outing บริษัท
    24 ปี = RCA
    28 ปี = ผู้หญิง
    32 ปี = ฮันนีมูน
    36 ปี = พาลูกไปทะเลครั้งแรก
    40 ปี = พาเด็ก ๆ ไปทะเล
    44 ปี = เตรียมกระเป๋าส่งลูกไปทัศนศึกษา
    50 ปี = ฮันนีมูนรอบสองยุโรป
    55 ปี = เที่ยวเชียงใหม่กับว่าที่ลูกเขย
    67 ปี = พาหลานไปทะเลครั้งแรก
    75 ปี = พบปะเพื่อนที่วัด
    85 ปี = หลับฝันว่าอยู่สวิสเซอร์แลนด์
    95 ปี = ไปเที่ยวยาวและคงไม่กลับมาแล้ว

    นั่งพิมพ์ขึ้นมาแบบด่วน ๆ ในวันที่คิดขึ้นมาว่า “เที่ยว” ของแต่ละคนต่างกันไป เวลาถามว่าไปเที่ยว แต่ละคนก็มีคำนิยามต่างกันไป

    “เป็นคนชอบเที่ยวไหม?” หลายคนต้องตอบกลับด้วยคำถามว่า “เที่ยวแบบไหน?”
    หรือกระทั่งในวาระสุดท้าย คุณแม่ตอบลูกว่า “อากงไปเที่ยวและคงไม่กลับมาแล้ว”

  • แก้ปัญหา Nivo Slider บน IE

    วันนี้เขียนเว็บแล้วอยากได้ JQuery Slider สวย ๆ สำหรับหน้าเปิด ค้นไปค้นมาเจอ Nivo Slider ซึ่งแจกฟรี แถมดูโด่งดังดี น่าจะมีการอัพเดทสม่ำเสมอ รวมถึงหน้าตาเรียบ  ๆ เหมาะแก่การเอาไปใช้ลงในเว็บ พอทำการใส่ตามหน้า Tutorial แล้วรันบน Chrome และ Firefox ก็ออกมาสวยงามดี แต่มีปัญหาว่าตัว Slider ไม่ขึ้นใน IE แก้จนหน้ามืดกว่าจะได้ เลยขอสรุปวิธีแก้ไว้แถว ๆ นี้ เผื่อวันหลังจะแก้ จะได้ค้นเจอ (Geek Alert!)

    1. ไปที่ nivo-slider.css แก้คลาส .nivoSlider a.nivo-imageLink ตรงค่า display:none เป็น display:block (อันนี้ใน FAQ ของเว็บก็มีแก้บอกไม่ค่อยละเอียด หากันแทบแย่)
    2. ไปที่ตรงคำสั่ง Javascript ที่เรียกใช้งาน nivo slider ใน html นั้น ถ้ามีสั่ง pauseTime ไว้ให้ย้ายลงมาล่างสุด และตัว Comma ด้านหลังตัวเลขออก เช่น จากเดิม pauseTime : 4500,  ก็ย้ายลงมาเป็นคำสั่งสุดท้ายก่อนปิด Function แล้วก็ตัด , ทิ้ง กลายเป็น pauseTime : 4500 เฉย ๆ
    3. ตอนนี้น่าจะขึ้นแล้ว แต่จุดที่ระบุหน้า Slide อาจจะไม่ขึ้นให้ไปที่ .nivo-controlNav a  แล้วเพิ่ม
      text-indent: 0;
      font-size: 0;
      line-height: 0;
      สามบรรทัดนี้เข้าไป

    เท่านี้ก็จะหายแล้ว

    ปล. ตอนนี้เขียนเสร็จแล้ว ฝาก www.sabaideevalley.com ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยครับ 🙂