Category: Politics

  • กำแพง

    หลังจากได้ทราบสถานการณ์อินเตอร์เน็ตในประเทศ ก็คิดถึงเรื่องนี้ขึ้น

    ถ้าใครเคยจำเหตุการณ์ได้พอคุ้น ๆ ครั้งนึงที่คุณอิ๋ง ๆ แจ้งความข้อหาหมิ่นประมาท เนื่องจากเว็บบอร์ดหน้าเขียวมีข้อความดูถูกเธอรวมทั้งหนังสือสีม่วงตีแผ่ชีวิตสามีเธอเอง โดยคุณอิ๋ง ๆ ระบุว่าเป็นกลุ่มคนที่ต้องการทำลายชื่อเสียงของเธอให้ป่นปี้ ดังนั้นเธอจึงต้องแจ้งความและนำตัวคนผิดมาลงโทษเสียให้หลาบจำ

    เหตุการณ์โด่งดังลงหนังสือพิมพ์อยู่หลายฉบับ จนกระทั่งคุณสรยุทธ์นำเจ้าทุกข์(คุณอิ๋ง ๆ), นายตำรวจ, ประธานสมาคมเว็บมาสเตอร์แห่งประเทศไทย (ไม่แน่ใจว่าตอนนั้นคือคุณปรเมศน์ เจ้าของ Sanook หรือเปล่า) และผู้ประกาศข่าวหญิงอีกท่านหนึ่ง ซึ่งเคยโดนกรณีคล้าย ๆ กันกับคุณอิ๋ง ๆ มาร่วมรายการด้วยกัน

    ช่วงหนึ่งของรายการ คุณอิ๋ง ๆ ชี้แจงอย่างไม่พอใจว่า เหตุใดคนที่เล่นอินเตอร์เน็ตจะจ้องลงข้อความดูหมิ่น ดูถูกอย่างเสีย ๆ หาย ๆ กับเธอ ในเมื่อเธอไม่ได้ทำอะไรให้ใคร ดังนั้นเธอเชื่อว่ากลุ่มคนที่โพสต์ข้อความดูถูกเธอนั้น เป็นแก็งค์ที่ถูกจ้างวานมาเพื่อทำลายชื่อเสียงของเธอโดยเฉพาะ

    เรากำลังอยู่ในรอยต่อของโลกยุคโทรเลขกับยุคอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงอย่างแท้จริง

    ท้าย ๆ ของรายการหากใครจำได้ คุณอิ๋ง ๆ ไม่พอใจว่าเหตุใดคนแต่ละคนจึงสามารถแสดงความคิดเห็นของตนในอินเตอร์เน็ตโดยปราศจากการตรวจสอบย้อนกลับที่มีประสิทธิภาพได้ เธอเสนอให้ต่อไปนี้ ทุกคนที่จะโพสต์ลงในเว็บบอร์ดทุกบอร์ด จะต้องสมัครสมาชิกโดยการใช้บัตรประชาชน

    ประธานชมรมเว็บมาสเตอร์ตอบอย่างสุขุมและน่าฟังว่า หากคุณอิ๋ง ๆ อาศัยอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง บนถนนมีการสร้างเนินเล็ก ๆ ไว้เพื่อป้องกันไม่ให้รถวิ่งในตัวหมู่บ้านเร็วจนเกินไป วันหนึ่งทางหมู่บ้านแจ้งว่า ปัจจุบันมีหลายคนที่ขับรถในหมู่บ้านเร็วเกินความจำเป็น ดังนั้นหมู่บ้านจึงได้สร้างเนินให้สูงขึ้นมาก ๆ เพื่อให้รถทุกคันต้องหยุด เพิ่มจำนวนเป็น 3 เนินต่อหนึ่งช่วงถนน และจ้างยามมาตรวจสอบบัตรประชาชนในทุกแยก หากโดยส่วนตัวคุณอิ๋ง ๆ เป็นคนขับรถไม่เร็วนัก คงจะรู้สึกรำคาญกับมาตรการที่เข้มงวดมากเกินไปนี้ และพาลอยากย้ายหมู่บ้านไปอยู่ที่อื่นเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป

    วันนี้ผมรู้สึกว่าถนนบางสายในหมู่บ้านเรา ไม่ได้มีแค่เนินสูง ๆ ถี่ ๆ เสียแล้ว วันนี้ผมขับรถแล้วชนกำแพง ซึ่งตั้งอยู่กลางถนนเข้าอย่างจัง

    ไม่บาดเจ็บ แต่ผิดหวัง

  • จุก

    อ่านข่าวเอง ไม่ขอแปล

    อ่านแล้วจุก

  • Kamen Rider

    คิดได้ไงเนี่ย

  • Eragon

    เนื้อหา Entry นี้มีการเปิดเผยเนื้อหาของหนังบางส่วน

    จริง ๆ เรื่องนี้ไม่ได้ตั้งใจไปดูซักเท่าไหร่ บังเอิญพ่อชวนไปดูหนังซักเรื่อง อยากดู เก๋า เก๋า มากกว่า แต่พ่อไม่ดู เลยมาลงเอยที่เรื่องนี้แทน

    พอทราบมาบ้างว่ามาสร้างจากหนังสือและหนังจะแบ่งเป็นไตรภาค ทำให้ผมอดเอาไปเทียบกับ LOTR ไม่ได้ สิ่งที่รู้สึกแตกต่างกันอย่างชัดเจนคือความขลังของมหากาพย์ ผมไม่ได้อ่านหนังสือของทั้ง 2 เรื่อง แต่หนังเรื่อง Eragon ตัวหนังดู”ง่าย” กว่า LOTR มาก  Eragon เหมือนพยายามตัดเนื้อหาจากหนังสือออกเพื่อให้หนังไม่ยืดเยื้อ ส่วน LOTR เหมือนจะพยายามอัดเรื่องให้เข้าไปในเวลาอันน้อยนิดของหนังให้ได้ (แต่ผมเองก็ไม่รู้ว่าหนังสือทั้ง 2 เล่มหนาต่างกันแค่ไหน)

    พอตัวละครมีน้อยจนนับหัวได้ เวลาของหนังที่ไม่มากนักทำให้มีการรวบรัดเนื้อหาหลายส่วน จนออกจะดูว่ารวบรัดเกินไปหน่อย ทำให้หนังดูได้เพลิน ๆ แต่ไม่ค่อยขลัง (จักรพรรดิหัวหน้าใหญ่ท่าทางไม่เห็นเก่งเลยอะ)

    ตอนท้ายตัวเอกสาดเวทย์อย่างเพียบ ไปเรียนตอนไหนก็ไม่รู้ (แอบปล่อยบ็อทแน่เลย) ส่วนศัตรูที่ขึ้นชื่อว่าเงาอย่างเท่ห์แต่โดนแทงทีเดียวก็ตาย เงื่อนไขทำไมมันง่ายขนาดนั้นฟะ

    Pros : CG ดี วิวสวย สนุกพอเพลิน
    Cons : ตัวละครน้อย ขอบเขตอาณาจักรไม่กว้างใหญ่ เผ่าพันธุ์แต่ละกลุ่มไม่มีเสน่ห์ ขาดความขลัง เนื้อเรื่องรวบรัด

  • ทำมาหากิน

    วันนี้เปิดบล็อกมาก็พบว่า ไม่ได้อัพหลายวัน จริง ๆ แล้วช่วงนี้ยุ่ง ๆ กับงานอยู่น่ะครับ เป็นงานประมูลคอมพิวเตอร์โรงเรียนที่จัดซื้อพร้อม ๆ กันทั่วประเทศ งานนี้ค่อนข้างมีเบื้องลึกเบื้องหลังพอสมควร อย่างไรก็ดี จนถึงวันนี้เราตัดสินใจไม่ทำ เพราะเชื่อว่าจะบาดเจ็บ สิ่งที่น่าสนใจ(แกมประหลาดใจ) คืองานนี้มีการออกรายละเอียดสินค้าที่”เข้มงวด”จนผมคิดว่าเกินพอดีไปหน่อย อย่างต่อมาคือ งานนี้กดราคาสินค้ามากเกินไป
    ในทางปฎิบัติแล้วการขายสินค้างานประมูลมีความแตกต่างกับการขายหน้าร้านอยู่พอสมควร คร่าว ๆ ดังนี้

    1. การขายหน้าร้านเป็นสด งานประมูลราชการเป็นเชื่อ (ซึ่งก็แบกความเสี่ยงเรื่องได้เงินช้า อย่างไม่มีกำหนดแน่นอนมาอีกอย่าง)
    2. การขายหน้าร้านลูกค้ามารับ งานประมูลต้องไปส่งถึงที่ (มีค่าใช้จ่าย)
    3. การขายหน้าร้านไม่มีค่าใช้จ่ายอื่น งานประมูลมีค่าซื้อแบบ(เพื่อซื้อสิทธิ์ในการเข้าร่วมงานประมูลได้ ต้องจ่ายเงินด้วย มากน้อยแล้วแต่นโยบายของหน่วยงาน ส่วนใหญ่เริ่มที่ 500 บาท ไปจนถึง 2000 บาทก็เคยเจอมาแล้ว)
    4. งานประมูลต้องมีหลักประกันซอง(เงินที่จ่ายเปล่า ๆ ตอนยื่นซอง จะได้คืนเมื่อการยื่นซองจบ แต่ในทางปฎิบัติก็ต้องลุ้นว่าเจ้าหน้าที่จะทำคืนให้เร็วหรือไม่)
    5. งานประมูลมีค่าหลักประกันสัญญา (เป็นเงินที่ต้องจ่ายให้หน่วยงานตอนได้งานแล้ว ประมาณ 1-2% ของมูลค่างานที่ได้ อย่าง 1 ล้านก็จ่าย 1 หมื่น หน่วยงานเก็บไว้จนกว่าของส่งแล้วเสร็จจึงจะได้คืน โดยทั่วไปจะคืน 1 ปีหลังจากส่งมอบสินค้า)

    ดังนั้นการที่กดราคามาขนาดนี้ (ขอไม่เปิดเผยมูลค่านะครับ แต่กำไรน้อยกว่าราคาที่ขายหน้าร้านเสียอีก) ทำให้เราตัดใจ และเอาเวลาไป”ทำมาหากิน”อย่างอื่นดีกว่า พลางคิดในใจว่า รัฐบาลคิดอะไรอยู่ หากทำราคาแบบนี้ ผมเชื่อว่าร้านค้าส่วนใหญ่ที่ทำธุรกิจมานาน ไม่น่าจะโดดลงไปทำ คงเหลือแต่ร้านเล็ก ๆ บ้าพลังที่อยากทำเอาชื่อเท่านั้น

    คิดได้ดังนี้ก็มาอัพบล็อกดีกว่า

    Update 27-9-2006 : สรุปงานนี้ไม่มีร้านค้าไหนทำครับ เงินส่งคืนรัฐบาล ปีงบประมาณหน้าว่ากันใหม่

  • โปรดระวังของเหลวของคุณ

    วันนี้ต้องเดินทางโดยเครื่องบิน แล้วแถวเข้าคิวตรวจกระเป๋ายาวมาก เพราะตอนนี้เครื่องบินทุกลำไม่อนุญาตให้นำของเหลวขึ้นเครื่องครับ จากที่อ่านประกาศที่สนามบินคิดว่าเฉพาะที่ผสมแอลกอฮอร์อย่าง น้ำหอม เยลทาผม แต่เอาเข้าจริงคือ ไม่ว่าของเหลวชนิดไหน เจ้าหน้าที่ก็ไม่อนุญาตให้นำขึ้นเครื่ือง ไม่ว่าจะเป็นแชมพู สบู่เหลว น้ำยาล้างจาน หรือแม้กระทั่งน้ำเปล่า
    ตอนที่รอมักจะช้ากับคนที่คิดว่าหยวน ๆ ได้ อย่างก่อนหน้าผมเป็นอาแปะกับอาอึ๊มที่กำลังต่อรองกับเจ้าหน้าที่ว่า ไอ้ที่อยู่ในกระติกน้ำในกระเป๋าเป็นยาจีน แถมดื่มให้ดูเป็นการยืนยันอีกต่างหาก สุดท้ายก็ต้องยอมความฝากเจ้าหน้าที่ไป
    ที่จะบอกคือว่า หากต้องเดินทางช่วงนี้ก็จัดการเรื่องของเหลวของคุณให้ดีนะครับ นำติดตัวขึ้นเครื่องไม่ได้ อะไรที่เจ้าหน้าที่สแกนเจอเป็นขวด เป็นโถ นี่ต้องเปิดออกให้ดูทั้งหมดเลยครับ

  • ความลับแห่งชาติ (เราถังแตก!)

    วันนี้ไม่ได้เขียนเรื่องนี้เพื่อกล่าวโจมตีใคร

    ที่ร้านเป็นร้านที่ขายให้ราชการเป็นส่วนใหญ่ ปัจจุบันระบบเบิกจ่ายของราชการไทยเปลี่ยนเป็นระบบ GFMIS (ระบบจ่ายเงินของหน่วยงานรัฐโดยการโอนเงินเข้าบัญชีร้านค้า โดยไม่จ่ายเป็นเงินสด หรือเช็คเหมือนเมื่อก่อน) อันเลิศหรูสุดอลังการงานสร้างมาได้ปีกว่า ๆ (แต่ระบบยังคงความไม่ค่อยจะได้เรื่องในฝั่งของร้านค้าเหมือนเดิม เรื่องเก่าบ่นแล้วที่นี่) ปัญหาตอนนี้ที่เจออีกอย่างคือ ตอนนี้ประเทศไม่มีเงินครับ
    จากการชี้แจงของหน่วยงานที่เจ้าหน้าที่ร้านไปตามให้ช่วยทำเรื่องเบิกเงินให้หน่อย หน่วยงานบอกว่าส่งไปนานแล้ว แต่ว่าทางคลังจังหวัดแจ้งว่า รายการรอจ่ายค้างที่คลังเป็นจำนวนมาก เนื่องจากประเทศเราไม่มีเงิน พนักงานอัตราจ้างหลายต่อหลายคนไม่ได้รับเงินเดือนมาหลายเดือนแล้ว

    พูดเป็นเล่นไป!

    ตอนนี้เรายังรอเงินจากการเก็บภาษีของประเทศเมื่อเดือน มีนาคม (หมดเขตชำระภาษี 31 มี.ค.) ตอนนี้ยังจัดสรรไม่เรียบร้อย ซึ่งก็เป็นปกติที่ประเทศเราจะไม่มีเงินเดือนเมษายน เป็นอย่างนี้ทุกปี แต่ร้านค้าไม่เคยรู้กัน ปีนี้ระบบเบิกจ่ายเป็นอิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้นประชาชนจึงรู้กันทั่วว่าประเทศไทยไม่มีเงิน

    ตอนนี้ที่ร้านเลยไม่รู้จะแก้ปัญหานี้อย่างไร ก็ได้แต่รอว่าเมื่อไหร่จะจัดสรรกันเสร็จ จะได้เอาเงินมาหมุนซักที

    ปล. หลังสงกรานต์ ค่าธรรมเนียมการโอนเงินผ่านระบบ GFMIS ขึ้นราคาจาก 10 บาทเป็น 12 บาท
    ปล2. สมุดเช็คขึ้นราคา จากเดิมเช็คใบละ 5 บาท ขึ้นเป็นใบละ 15 บาท นี่มันอะไรกันเนี่ย!

  • รู้สึกไม่ปลอดภัย

    วันนี้ตอนที่เข้าคูหากาเลือกตั้ง ก็รู้สึกแปลก ๆ รู้สึกไม่ปลอดภัยแต่ก็ไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร พอกลับมาเปิดทีวี เจอเรื่องว่าการวางคูหามันแปลก ๆ หันหลังออกมาให้ชาวบ้านเค้าดูกัน ก็เลยเข้าใจตัวเอง เพราะอย่างนี้นี่เอง ตอนกาก็รู้สึกว่าตัวเองลน ๆ หน่อยเหมือนกัน

    นอกจากนี้มีนักข่าวมือดีถ่ายติดว่าคุณหญิงพจมานกาเลือกไทยรักไทย โดยการซูมเข้าไปมองเห็นจากด้านหลังตอนที่กระดาษเลือกมางอตั้งขึ้นมารับกล้องพอดิบพอดี เออ ถ้าเกิดว่าคุณหญิงพจมานเกิดแนว อยากเลือกพรรคอื่นเล่น ๆ เพราะอาจคิดว่ายังไงก็ได้อยู่แล้วหรือลึก ๆ แบบว่าไม่ถูกโฉลกกับอักษร ท. งานนี้คงมีเลิก (เลิกกัน หรือ เลิกเล่นการเมืองอันนี้ไม่แน่ใจ)

  • ว่าด้วยเรื่องของนายรักชาติ

    วันนี้มีคนมา Comments ยาวเฟื้อยในหน้าที่เคยพูดเรื่องสนธิ และ นายกฯ อ่านได้ที่นี่
    ถ้าใครสังเกต ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม ผมมีรายละเอียดข้อมูลของเว็บโชว์ที่ด้านขวายาวเฟื้อย ด้านล่างสุดจะบอกข้อมูลว่าผู้ที่เข้ามาใน blog ค้นหาโดยใช้คีย์เวิร์ดอะไร

    ดูภาพประกอบ

    ภาพหน้าเว็บไซต์

    (คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพใหญ่)

    หมายความว่าคุณ”รักชาติ” ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับนายสนธิจากเสิร์ชเอนจิ้นท์ แล้วก็ไล่ตอบคอมเมนท์อันยาวเฟื้อยนี้ไปในทุกที่ (หรือเปล่า)โดยผมเชื่อว่าไม่ได้อ่านเนื้อหาใน Blog เลย โดยยืนยันได้ดังนี้

    1. หน้าที่ลิงค์มาคือหน้านี้ของ Google  หากกดเข้าไปดูจะพบว่า เป็นหน้าผลค้นหาคำว่า”สนธิ” เป็นหน้าที่ 43 จากการค้นคำว่า “สนธิ” จากกูเกิล (ขยันมาก ๆ ผมเองไม่เคยคิดเลยว่าจะสามารถค้นคำว่าสนธิได้จากบล็อกของตัวเอง)

    2. หน้าเว็บอื่น ๆ ที่ปรากฏในหน้าผลค้นหาของกูเกิลดังกล่าว มีการเข้าไปโพสต์คอมเมนท์ของคุณรักชาติอยู่แทบทุกอัน เช่น ที่นี่ หรือ ที่นี่ หรือ ที่นี่ เป็นต้น

    ขอแนะนำให้เปิดหน้า กูเกิลในข้อ 1 แล้วกดลิงค์ต่าง ๆ ในหน้านั้น แล้วเลื่อนลงไปอ่านคอมเมนท์ของแต่ละหน้าเว็บนั้นดู เจอคุณรักชาติเยอะมาก สนุกดี

    คุณ”รักชาติ” เป็นสิ่งมีชีวิตที่ประหลาดมาก วันนึง ๆ คุณรักชาติไม่ทำอะไร เปิดกูเกิลแล้วก็โพสต์ข้อความยาว ๆ อันนี้ไปทุก ๆ ที่ที่มีผลค้นหาคำว่า สนธิ ในเน็ต ซึ่งถ้าไม่มีผลประโยชน์อื่นแอบแฝง (อย่างมีคนจ้าง) ก็ถือว่าเพี้ยนใช้ได้ทีเดียว

    แต่สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณ เพราะบล็อกนี้ร้างคนคอมเมนท์มานานแล้ว ดังนั้นไม่ขอลบออก นาน ๆ จะมีคนเมนท์ที ต้องเก็บไว้เป็นอนุสรณ์

  • กู้ชาติเองที่บ้านก็ได้ง่ายจัง (หรือเปล่า)

    วันนี้ได้รับเอกสาร “คู่มือไม่ซื้อสินค้าและไม่ใช้บริการ (BoyCott) ร่วมกันทวงคืนประเทศไทย” ว่าด้วยการไม่ซื้อสินค้าและบริการท่ี่เกี่ยวข้องกับนายกทักษิณทั้งสิ้น 13 ข้อ และด้วยเพราะว่าไม่ได้ตามรายละเอียดตั้งแต่ต้น ทำให้งง ๆ ว่าบางข้อเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของนายกฯ และพวกพ้อง แต่ที่ติดใจและเอามาพูดวันนี้คือข้อสุดท้ายน่ะครับ

    ทั้ง 13 ข้อมีคร่าว ๆ ดังนี้

    1. AIS, 1-2-Call, GSM 1800, MFA, M link, M-Shop
    2. สมุดหน้าเหลือง, 1188
    3. CS Loxinfo, iPTV, Shinee.com
    4. ไม่ไปเที่ยวสิงคโปร์
    5. Singapore Airline, Air Asia
    6. Capital OK, UOB, DBS
    7. CS Asset, World Wide Home Development , TCC Development , และโครงการอื่น ๆ ที่บริษัทแคปปิตอลแลนด์ ถือหุ้น
    8. Tiger Beer, Heineken (โหดร้ายเหลือเกิน)
    9. She@Mood , Cafeinn, Smart Phone
    10. ให้กำลังใจนักข่าว iTV ต่อสู้กับผู้บริหาร
    11. ม.ชินวัตร, การเรียนภาษาที่สิงคโปร์
    12. กลุ่มโรงพยาบาลพระรามเก้า , โรงพยาบาลในเครือพญาไท, กลุ่มโรงพยาบาลเปาโล, โรงพยาบาลศิขรินทร์, โรงพยาบาลสยามสาขาโชคชัยและนวมินทร์
    13. ก่อนขึ้นรถแท็กซี่ถามแท็กซี่ก่อนว่าสนับสนุนพตท. ทักษิณ ชินวัตร ไม่ใช้บรืการแท็กซี่คันนั้นพร้อมให้เหตุผลว่าทำไม

    ข้ออื่นนั้นผมเห็นด้วยที่ว่าหากคุณจะ BoyCott ก็กระทำกันเถิดครับ สุดแท้แต่ศรัทธาและความเชื่อของแต่ละคน แต่ข้อสุดท้ายนี้ มันไม่เกี่ยวกับกระเป๋าของนายกฯและพวกพ้อง มันเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ส่วนหากจะอ้างถึงประชาธิปไตย อย่างที่ชอบอ้างกัน มันก็เป็นสิทธิของแท็กซี่ที่เชื่อและรักนายกฯ เราจะรับบริการจากคนไทยด้วยกันที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกันไม่ได้เชียวหรือ ฟังดูใจแคบเกินไปหน่อยหรือเปล่า (และการไปอธิบายก็ดูเสี่ยงตายกว่าการขึ้นรถไปด้วยกันโดยไม่พูดคุยเรื่องนี้กันนะผมว่า)