Category: Travel

  • วังเวียง หลวงพระบาง เวียงจันทร์ ไปเองก็ได้ ง่ายจัง

    1. ไปหลวงพระบางสามารถไปได้หลายวิธี ทางเครื่องบินเป็นทางเลือกที่ดี โดยเฉพาะถ้าไม่อยากวิงเวียนกับทางขึ้นลงอันคดเคี้ยว แต่ราคาค่าตั๋วอาจทำให้มึนแทนได้ มีสายการบินลาว การบินไทย และบางกอกแอร์เวย์
    2. หรือทางยอดนิยมคือ รถ ถ้าออกจากกรุงเทพฯไปขึ้นรถ Tourist Bus ได้ ออกจากถนนข้าวสารทุกวัน ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ยังวิ่งอยู่หรือเปล่า (ตอนนั้นไม่ได้ไปทางนี้ จำไม่ได้ว่าเพราะอะไร) อีกทางคือใช้บริการรถทัวร์ไปลงหนองคาย แล้วเหมาตุ๊ก ๆ ไปที่สะพานข้ามแดนได้
    3. ที่ด่านข้ามแดน ถ้าไปไม่เกิน 2 คืน ทำเป็น Border Pass ได้ ใช้สำเนาบัตรประชาชนกับรูปถ่าย แต่ถ้าจะไปนานกว่านั้นแนะนำใช้ Passport ไปกรอกเอกสารผ่านแดน ก็ข้ามได้เลย
    4. จากตรงด่านไทยผ่านเสร็จมีรถบริการข้ามสะพานไปส่งที่ด่านลาว มองหาแถวนั้นเลย คนรอกันเพียบ พอไปถึงด่านลาว เดินเอกสารเรียบร้อย มีรถโดยสารวิ่งเข้าขนส่งในเวียงจันทร์ หรือจะเหมารถรับจ้างแถวนั้น ถ้าต่อรองเก่ง ๆ ได้ราคาไม่แพงนัก
    5. บอกให้เค้าไปส่งที่ขนส่งแล้วที่นั่นจะมีรถโดยสารแบบที่เป็นรถบัสใหญ่กับรถตู้ขนาดเล็กวิ่งไปถึงวังเวียงหรือหลวงพระบางได้เลย ลองถาม ๆ ดู แนะนำนั่งรถบัสใหญ่ แม้จะเดินทางช้ากว่า แต่ก็อึดอัดน้อยกว่าเพราะรถตู้เล็กที่นั่งแคบ ถ้าโชคร้ายเจอฝรั่งหลาย ๆ คนอัดเข้าไปจะทรมานเหลือเชื่อ
    6. วังเวียงเป็นทางผ่านไปหลวงพระบาง สามารถเลือกได้ว่าจะแวะก่อนไปหลวงพระบางหรือขากลับ คือนั่งยาวถึงหลวงพระบางจะทรมาน ดังนั้นเลือกว่าจะทรมานขาไปหรือขากลับ ส่วนตัวแนะนำให้แวะขาไปดีกว่า เริ่มต้นจะได้ไม่เหนื่อยมาก
    7. วังเวียงเป็นเมืองเล็ก ๆ ฝรั่งมานั่ง ๆ นอน ๆ แล้วก็ปาร์ตี้ ๆ มีฝรั่งเต็มเมืองไปหมด ก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบ ร้านอาหารริมห้วยหลายที่สวยดี ลองเดินเลือก ๆ ดู
    8. ที่พักแนะนำ เฮือนพักจำปาลาว เดินสองหอบจากถนนสายหลักก็ถึง บรรยากาศดี ที่พักสวย สะอาด มี Wi-fi ฟรีด้วย โทร T: (020) 501 8501, (020) 781 4854
    9. แผนที่วังเวียงคร่าว ๆ กดที่นี่
    10. กิจกรรมยอดฮิตที่วังเวียงคือล่องห่วงยาง เค้าจะขับรถพาเราไปส่งที่ต้นน้ำของแม่น้ำ ให้นั่งบนห่วงยางลอยมาตามน้ำจนกลับมาวังเวียง นานประมาณ 30 นาที ระหว่างทางมีร้านเหล้าเปิดปาร์ตี้ที่เต็มไปด้วยฝรั่ง จะจอดห่วงยางแวะขึ้นไปรับบรรยากาศกะเหรี่ยงไทยในดงฝรั่งได้ หรือจะลองโหนหอสูงก็สนุกดี
    11. บาร์สุดฮิปตอนที่ไปเมื่อ 2 ปีก่อนคือ Bucket Bar แต่ก็เต็มไปด้วยฝรั่ง ถ้าสนใจทำนองนี้ถามคนแถวนั้นดูก็ได้ว่าร้านไหนกำลังดัง
    12. ถ้าจะนั่งรถตู้เล็กไปหลวงพระบาง สามารถให้โรงแรมเรียกมารับที่โรงแรมได้เลย แต่ถ้าจะไปรถบัสคงต้องถามที่โรงแรมดูว่าไปยังไง (ตอนนั้นนั่งรถตู้ไปกับฝรั่ง ซึ่งทรมานมาก)
    13. ที่หลวงพระบางมีที่เที่ยวหลายแห่ง ส่วนใหญ่เป็นวัด หลวงพระบางเป็นเมืองเงียบ ๆ ไม่ค่อยมีอะไรเร้าใจ จะคนละบรรยากาศกับที่วังเวียง ให้คิดถึงอารมณ์ประมาณเชียงคาน แต่วัฒนธรรมเข้มข้นกว่ามาก
    14. ถ้าจะเที่ยวแบบสบาย ๆ ก็เช่ามอร์เตอร์ไซค์ได้ หรือจะอาร์ตกว่านั้นก็เช่าจักรยาน แต่ก็ปั่นหอบเหมือนกันนะ อาจวางแผนเที่ยวไกล ๆ ด้วยมอร์ไซค์แล้วค่อยเก็บใกล้ ๆ ด้วยจักรยานก็ประหยัดตังค์ไปอีกแบบ
    15. แนะนำขึ้นดูพระอาทิตย์ตกที่พระธาตุจอมภูษี แล้วลงมาเดินตลาดมืด(ถนนคนเดิน)ต่อได้เลย
    16. วัดเชียงทอง ที่นี่พลาดไม่ได้ เพราะว่าเป็นวัดที่มีสิมสวยขึ้นเทพ และเป็นวัดที่โดดเด้งสุดของหลวงพระบาง ไม่แวะเดี๋ยวโดนเพื่อนล้อว่ามาไม่ถึงได้
    17. วัดใหม่ อันนี้อยู่ใกล้ ๆ กับหอพิพิธภัณฑ์แถว ๆ พระธาตุจอมภูษี แวะผ่าน ๆ ดูสิมไล่ระดับห้าชั้น ไม่ถึงกับสำคัญแต่แวะง่ายเลยแนะนำ
    18. วัดวิชุล มีพระธาตุหมากโมที่ดังเหมือนกัน ออกนอกตัวเมืองไปซักหน่อย นอกจากนี้ยังมีวัดอื่น ๆ อีกมากมายหลายวัด ลองหาดูในหนังสือนำเที่ยวแล้วตัดสินใจว่าจะแวะที่ไหน
    19. หนังสือบางเล่มแนะนำร้านกาแฟชื่อประชานิยม ร้านเปิดตอนเช้า ส่วนตัวเฉย ๆ แต่อยากแนะนำให้ไปนั่งชิลที่ร้าน Joma Bakery Cafe เบอร์โทรอยู่ลาว กด 71252292 อยู่ไทยกด 00985671252292 น้ำ Mint Lemon Freez อร่อยเทพ ตอนนั้นจัดไปสองแก้วติด
    20. กรณีตักบาตรเช้า แนะนำให้ออกไปแต่เช้า จะมีคุณป้าคุณยายนั่งขายของตักบาตรเต็มไปหมด ซึ่งถ้าอุดหนุนเค้าจะได้เสื่อด้วย ไม่แนะนำให้โรงแรมเตรียมข้าวเหนียวให้ เพราะว่าไม่มีเสื่อให้นั่งเหมือนของยาย
    21. ของกินแนะนำ ข้าวซอย+เฝอ บนถนนสักกะลิน ตรงข้ามวัดแสนสุขารม หรือวัดแสน ข้าวซอยเป็นแบบน้ำเงี้ยว ไม่เหมือนของเชียงใหม่ อันนี้แนะนำใส่ข้าวตังอร่อยขั้นเทพ
    22. ส่วนที่พักที่มากมายให้เลือก ถ้ามีงบเยอะแนะนำ สาลาหลวงพระบาง แต่จริง ๆ ที่พักน่าสนใจในหลวงพระบางเยอะมากมาย ลองค้น ๆ ดูละกันนะ ตอนนั้นขี่มอร์ไซค์หาเอา จำไม่ได้ละว่าพักที่ไหน แต่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เน้นถูก
    23. มีทัวร์ครึ่งวัน/เต็มวันขายในหลวงพระบาง ไปน้ำตกสองสามที่ (กวางสี ตาดแส้ )กับหมู่บ้านม้ง ติดต่อตามร้านเอเย่นต์ทัวร์ ตอนที่ไปนั้นไม่ได้ซื้อ เลยบอกไม่ได้ว่าดีไหม
    24. ส่วนที่เวียงจันทร์ มีพิพิธภัณฑ์ที่แนะนำว่าโอเค ถ้าจะไปอย่าลืมเช็ควันหยุดก่อนนะ (ส่วนใหญ่น่าจะหยุดวันจันทร์) แล้วก็ที่ธาตุหลวงกับประตูชัย ตอนนั้นที่เที่ยวในเวียงจันทร์เหมาสองแถวรับจ้างไปครึ่งวัน
    25. ที่พักไม่มีแนะนำ ตอนนั้นไปนอนที่สายลมเย็น ซึ่งรู้สึกว่าไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ลองค้น ๆ ที่อื่นดูน่าจะดีกว่า
    26. ของกินที่เวียงจันทร์ตอนนั้นกินที่อาหารเวียตนามเวียงสะหวัน (โทร 213990) แล้วตอนนั้นต่อด้วยร้านอาหารป้ิงย่างเกาหลีฝั่งตรงข้าม (อันนี้กินเพราะหน้าตาลูกสาวของร้าน)
  • ทิปภูสอยดาว

    1. ภูสอยดาวอยู่จังหวัดอุตรดิตถ์ การเดินทางไปค่อนข้างยาก แนะนำคือแบบแรก ไปกับทัวร์ แบบที่สอง นั่งรถทัวร์ไปลงพิษณุโลก ต่อรถจากพิษณุโลกไปชาติตระการ แล้วนั่งมอเตอร์ไซค์ไปตลาดชาติตระการ แล้วต่อสองแถวไปที่ที่ทำการอุทยาน จากนั้นเดินต่ออีกกิโลกว่าก็ถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยว แบบที่สาม ไปให้ถึงพิษณุโลกแล้วเหมารถไปกลับศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเลย สนนราคาราว 2000 บาท
    2. เวลาไปแนะนำเดือนสิงหาคม-กันยายน เพราะดอกหงอนนาคที่เป็นไฮไลท์ของที่นี่กำลังบานกันสะพรั่งภู หากไปตุลาคมก็พอจะทันแต่ดอกจะเริ่มโรยลงบ้างแล้ว ส่วนเดือนอื่นขึ้นได้แต่ไม่ได้ดูทุ่งดอกไม้
    3. ดังนั้นเดือนแนะนำคือหน้าฝน ดังนั้นถ้าจะไปตามฤดูก็ต้องเตรียมตัวเรื่องฝนให้ดี แพ็คของใส่ถุงแล้วใส่ลงในกระเป๋าอีกที อย่าห่อกระเป๋าด้วยถุงดำ เพราะมันขาดง่าย และอย่าไปหวังกับ Cover ห่อกระเป๋าที่อยู่ก้นกระเป๋าบางรุ่น เพราะมันกันละอองฝนได้ แต่เจอหนัก ๆ ก็เละอยู่ดี เตรียมร่มและเสื้อกันฝนให้พร้อม เต๊นท์ต้องมีฟลายชีทคุมอีกที
    4. กรณีไปหน้าฝน กางเต๊นท์ต้องขุดคลองรอบระบายน้ำออก กางฟลายชีทคลุมเหนือเต๊นท์อีกชั้น รวมถึงควรจะมีที่รองนอนเพราะอากาศช่วงหน้าฝนจะเย็น
    5. การขึ้นภูต้องเดินขึ้นระยะทางราว 6.5 กม. ใช้ระยะเวลาเดินราว ๆ 4-6 ชม. แล้วแต่ความฟิต ส่วนตัวเชื่อว่าทุกคนขึ้นไหวแน่นอน ข้าวของมีลูกหาบบริการ คิดกิโลละ 15 บาท หรือใครจะลองหอบเองก็ต้องเผื่อเวลาเดินเพิ่มอีกหน่อย เพราะทางโหดพอดู และต้องเตรียมน้ำและข้าวกล่องติดตัวขึ้นไประหว่างเดินด้วย(ข้าวกล่องซื้อได้ที่ร้านขายข้าวก่อนขึ้นภู) เพราะที่นี่ระหว่างทางเดินขึ้นภูไม่มีของขาย
    6. ถ้าไม่ได้เตรียมของมาให้ติดต่อที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวก่อนเดินขึ้น เค้ามีบริการให้เช่าของต่าง ๆ และเช็คได้ว่าบนภูมีของที่เราต้องใช้หรือไม่เพื่อความชัวร์ แต่ถ้าจะให้ดีเตรียมไปเองดีกว่า โดยเฉพาะของกินเนื่องจากบนภูไม่มีของกินขาย ต้องขนขึ้นไปทำเองทุกอย่าง กรณีเลวร้ายขึ้นไปแล้วโดยไม่ได้เตรียมอะไรขึ้นไปเลย ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ที่ศูนย์บนภูโดยด่วน เค้าจะให้ลูกหาบหอบของที่จำเป็นขึ้นมาส่งได้ ส่วนเรื่องอาหารการกินเจ้าหน้าที่ขอร้องว่าอย่าเป็นหมูกระทะหรือบาบีคิว เพราะความมันจะทำลายธรรมชาติ อยู่ป่าอย่าทำของกินเอิกเริกเกินเหตุ
    7. บนภูไม่มีไฟฟ้า เตรียมไฟฉายให้พร้อม และเตรียมตะเกียงหากไปกันหลายคน ดังนั้นอุปกรณ์ที่ต้องชาร์จไฟ เช่นกล้องให้เตรียมแบตไปให้พอใช้  บนภูไม่มีน้ำ แม้จะมีห้องน้ำให้แต่ไม่มีน้ำต้องหอบน้ำจากลำธารไปใช้ (ไม่ไกล อยู่ติด ๆ กัน) ดังนั้นเตรียมถังกับขันไปเองจะสะดวก แต่หากไม่มีติดตัวไป สามารถเช่าที่ที่ทำการบนภูได้ อย่างไรก็ดีป้องกันการขาดแคลน เตรียมไปเองน่าจะปลอดภัยกว่า
    8. บนภูที่บริเวณกางเต๊นท์ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์มือถือไม่ว่าค่ายไหน หากต้องการใช้โทรศัพท์ต้องเดินจากบริเวณกางเต๊นท์ไปแถว ๆ หมุดเขตแดน(น่าจะราว ๆ กิโลกว่า ๆ ไม่แน่ใจ) Dtac และ AIS จะมีสัญญาณนิดหน่อย หรือที่บนจุดชมวิว บนนั้น Dtac เต็ม (AIS ไม่แน่ใจ) แต่บางทีสัญญาณวูบ ๆ ติดเป็นช่วง ๆ ให้ลุ้นกันขำ ๆ
    9. ที่เที่ยวแนะนำคือ ดูทุ่งหงอนนาค(อันนี้สวย), ไปดูหมุดเขตแดน(ภาคบังคับเดี๋ยวอายเพื่อน แต่จริง ๆ ไม่ค่อยมีอะไร), ไปจุดชมวิวที่ห่างจากจุดสมรภูมิร่มเกล้า 800 เมตร (พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง แนะนำช่วงเย็น ๆ ซัก 4-5 โมง), จุดชมวิวพระอาทิตย์ตก(ที่นี่ไม่มีจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น), น้ำตกสายทิพย์ น้ำตกหลุมพบ (ถ้าอยากดูจนครบต้องลงทางที่ไม่ใช่ทางปกติ ต้องให้เจ้าหน้าที่พาไป ติดต่อได้ ถ้าจำไม่ผิดไม่คิดตังค์นะ), จุดสูงสุดของภู 2,102 เมตร เดินไปกลับได้ใช้เวลาทั้งวันบวกความฟิต หากเป็นช่วงหน้าฝน เจ้าหน้าที่จะไม่อนุญาตเพราะอันตราย ใครต้องการขึ้นจริง ๆ ต้องเช็คกับทางอุทยานก่อนไปจะดีกว่า
    10. ขากลับลงเดินกลับทางเก่าใช้เวลาราว ๆ 2 -2.5 ชม. ก็น่าจะถึงพื้นโลก และคงต้องปวดหัวเข่าแบบเลี่ยงไม่ได้ เตรียมยานวดไว้ได้เลย ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวมีไปรษณียบัตรขาย ซึ่งค่อนข้างสวยและคุณภาพดี (แนะนำให้ซื้อถือขึ้นไปเขียนบนภูจะได้ฟีลมาก) เจ้าหน้าที่ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวรับส่งไปรษณียบัตรด้วย คิดค่าส่งใบละ 10 บาท
  • เปลือยญี่ปุ่น

    เป็นงานเขียนของผมที่ส่งไปประกวด และได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารท้องถิ่น เมื่อซัก 2-3 ปีที่แล้ว ปัจจุบันนิตยสารดังกล่าวหยุดพิมพ์แล้ว (สงสัยเนื่องจากบรรณาธิการต้องไปเลี้ยงลูก ; ) ) ค้น ๆ ไปเจอเข้าในเครื่อง เลยเอามาลงขัดตาทัพไปก่อน เพราะช่วงนี้เก็บตัวอ่านหนังสือสอบมิดเทอมอยู่

    เมืองทาคายาม่าเป็นเมืองเล็ก ๆ ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา ในประเทศญี่ปุ่น ถ้าโตเกียวเปรียบได้กับกรุงเทพ เกียวโตเปรียบได้กับอยุธยา เมืองทาคายาม่าคงเปรียบได้กับแม่ฮ่องสอน

    จริง ๆ แล้วปลายเดือนมีนาคมที่ทาคายาม่าน่าจะร้อนแล้ว แต่ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ ตอนนี้หิมะตก อุณหภูมิอ่านค่าได้ -1 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่เหมาะกับคนไทยเขตร้อนเช่นผมอย่างยิ่ง แม้ว่าสวมเสื้อสามตัวแล้ว ขนแขนยังลุกเป็นระยะ ๆ ตลอดทาง

    หลายคนกล่าวไว้ว่ามาญี่ปุ่นแล้ว ต้องหาโอกาสลองแช่บ่อน้ำร้อนกลางแจ้ง หรือที่เรียกกันในภาษาญี่ปุ่นว่า ออนเซ็น ดูซักครั้ง เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ประกอบขึ้นมาจากหมู่เกาะ และมีภูเขาไฟมากมาย ทำให้เกิดบ่อน้ำร้อนธรรมชาติทั่วเกาะเต็มไปหมด ชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่า การได้แช่ออนเซ็นจะทำให้ร่างกายสดชื่นด้วยอิทธิฤทธิ์ของแร่ที่อยู่ในน้ำ ผมจึงตั้งใจว่า มาญี่ปุ่นคราวนี้ ออนเซ็นเป็นกิจกรรมระดับ “พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง!” แต่ชีวิตมันไม่ง่ายดายอย่างนั้น เมื่ออุปสรรคอันใหญ่เขื่องสำหรับชาวไทยอีสานอย่างผมคือ ผมไม่ได้เปลือยเปล่าต่อหน้าสาธารณชนเป็นเวลานานหลายสิบปีแล้วนี่สิ

    ผมเข้าถึงที่พักในตอนบ่าย ในห้องพักมีชุดคลุมอาบน้ำญี่ปุ่น หรือที่เรียกว่ายูกาตะ พับไว้อย่างสวยงาม วางคู่กับผ้าเช็ดตัวขนาดเล็ก ๆ หนึ่งผืน เอกสารแนะนำเรื่องการใช้บริการออนเซ็น ซึ่งสรุปสั้น ๆ ได้ว่า ในการแช่บ่อน้ำร้อน ตามมารยาทแล้วห้ามสวมเสื้อผ้าโดยเด็ดขาด ต้องอาบน้ำให้เนื้อตัวสะอาดก่อนลงแช่ในบ่อ ซึ่งสบู่แชมพูมีบริการพร้อมแล้วที่ห้องอาบน้ำ ไม่จำเป็นต้องถือไป ผ้าเช็ดตัวที่วางไว้ใช้สำหรับถูตัวเวลาอาบน้ำ และที่สำคัญห้ามแช่นานเกินไป เพราะอาจเป็นอันตรายได้

    หลังจากศึกษาวิธีเป็นอย่างดี ผมเลือกเปลี่ยนให้เหลือยูกาตะเพียงชิ้นเดียว นัยว่าจะได้ตัดความประหม่าเวลาต้องถอดนั่นถอดนี่ต่อหน้าคนอื่น หลังจากนั้นก็หยิบผ้าเช็ดตัวผืนเล็กนั้น พาดบ่ามาด้วยก่อนจะเดินออกจากห้องไป ระหว่างเดินไปยังบ่อน้ำร้อน ผมขนลุกเป็นระยะ ๆ ไม่แน่ใจเพราะความหนาวแทรกผ่านผ้าฝ้ายเข้ามากระทบผิวหนัง หรือเพราะต้องเดินสวนกับสาวญี่ปุ่นในสภาพหวิว ๆ ไร้ซึ่งอาภรณ์ที่รัดกุมกันแน่

    พอไปถึงที่บริเวณออนเซ็น ด้านหน้ามีบริการเครื่องดื่ม หนุ่มญี่ปุ่น 2-3 โต๊ะนั่งดื่มนมกันอยู่ เนื่องจากการแช่บ่อน้ำร้อนจะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมาก ดังนั้นตามคำแนะนำจากผู้รู้ว่า หลังจากจากแช่ออนเซ็นควรดื่มน้ำหรือนม จะทำให้ร่างกายรู้สึกดีเป็นพิเศษ พอเดินลึกเข้าไป ก็พบกับทางเข้าบ่อน้ำร้อน ซึ่งแยกเป็นฝั่งชายและหญิง ผมเลือกเดินเข้าทางฝั่งชาย แม้ใจอยากหลงเดินเข้าอีกฝั่งใจจะขาด

    เมื่อเดินเข้าไปถึงจะพบกับห้องแต่งตัว หลายคนเรียกว่าห้องทำใจ ผมเดินเข้ายืนแน่นิ่งอยู่หน้าตู้ล็อกเกอร์ พร้อมกับแอบมองไปยังน้องชายของคนอื่น ๆ ที่ต่างก็ออกมาลอยหน้าลอยตา เดินส่ายไปมากันขวักไขว่ ชาวไทยอีสานจับสายคาดชุดยูกาตะ พร้อมกับสะกดจิตตัวเองให้ปลดชุดออกแต่โดยดี ในเมื่อเห็นของคนอื่นแล้วก็ควรให้คนอื่นเห็นบ้างจะได้เสมอเหมือนกัน ว่าแล้วก็ปลดชุดยูกาตะ และก้มหน้าเดินเข้าไปยังห้องอาบน้ำโดยพลัน

    สภาพห้องอาบน้ำเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ ภายในก่อกำแพงแบ่งเป็นช่อง ๆ แต่ละช่องกว้างราว ๆ 2 เมตร พอมองเข้าไปจะพบเก้าอี้ไม้ตัวเล็ก ขนาดพอ ๆ กับเก้าอี้ซักผ้า ฝักบัว ถังไม้ ก๊อกน้ำ สบู่ และแชมพู ถูกวางเตรียมไว้อย่างดี ผมเลือกเดินเข้าช่องอาบน้ำอันหนึ่ง ลากเก้าอี้มานั่ง และแอบศึกษาวิธีการอาบน้ำของหนุ่มญี่ปุ่นอีกฟากที่กำลังอาบน้ำอย่างเมามัน ว่าคนญี่ปุ่นเค้าอาบน้ำกันอย่างไร หาได้มีจิตเป็นอื่นไม่ พอดูซักพักก็ถึงบางอ้อว่าถังไม้นั้นมีไว้เติมน้ำให้เต็ม เทสบู่เข้าไป นำผ้าเช็ดตัวผืนเล็กจุ่มลงแล้วนำมาขัดถูตัวให้สะอาด ทราบดังนั้นก็เลียนแบบให้ดูกลมกลืนในทันที

    ระหว่างที่กำลังนั่งขัดตัว ได้ยินเสียงแว่ว ๆ ของผู้หญิงมาจากช่องถัดไปอีก 2-3 ช่อง ด้วยอารามตกใจ ผมจึงชะเง้อไปดู (ครับ ถึงจะตกใจแต่ก็ไม่มุดหนีครับ) เห็นแล้วก็โล่งอกเมื่อพบว่าเป็นเด็กหญิงอายุ 3-4 ขวบกำลังอาบน้ำกับคุณพ่ออย่างสนุกสนาน โธ่… ดีใจ เอ้ย ตกใจหมด

    หลังจากขัดถูตัวเรียบร้อยก็ถึงนาทีของบ่อน้ำร้อน สภาพของห้องแช่บ่อน้ำร้อนเต็มไปด้วยไอน้ำ ทำให้เรามองเห็นคนอื่น ๆ ไม่ถนัดนัก ความรู้สึกขัดเขินก็ลดน้อยลง ตามคำแนะนำกล่าวว่าน้ำในบ่อร้อนสูงถึงเกือบ 50 องศา ซึ่งหากลงไปในทันทีอาจลวกร่างกายได้ง่าย ๆ ดังนั้นเวลาลงต้องค่อย ๆ หย่อนตัวลง ผมลองหย่อนขาลงไป พอโดนน้ำเข้าก็ต้องหันไปมองคนอื่น เพราะน้ำร้อนมากจริง ๆ แต่พอเห็นชาวบ้านเค้าแช่กันอย่างสบายอกสบายใจ ก็พอโล่งใจว่าคงไม่เป็นอันตราย พอลงไปแช่ทั้งตัว ร่างกายก็ค่อย ๆ ปรับตัวได้ และเริ่มรู้สึกถึงความปลอดโปร่งโล่งสบาย แช่ได้ซักพักเริ่มรู้สึกมั่นใจขึ้น จึงย้ายไปยังโซนบ่อน้ำร้อนกลางแจ้ง

    บริเวณกลางแจ้งเผยให้เห็นตัวเมืองจากมุมสูง แสงไฟระยิบระยับจากบ้านเรือนในทาคายาม่า บวกกับภูเขาที่ห้อมล้อม และหิมะที่กำลังโปรยปราย ทำให้ผมรู้สึกราวกับว่าได้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติอย่างแท้จริง นี่กระมังเหตุผลที่ห้ามไม่ให้สวมสิ่งใดไว้กับร่างกาย บรรยากาศทำเอาผมเคลิบเคลิ้มจนเกือบลืมว่าห้ามแช่นานเกินไป

    เมื่อปลุกตัวเองจากภวังค์ ผมจึงลุกกลับออกไปเพื่อแต่งตัวและเดินทางเข้าที่พัก เตรียมตัวสำหรับมื้อค่ำ ระหว่างที่เปิดประตูบานเลื่อนไปยังห้องทำใจที่ฝากเสื้อผ้าไว้ ผมหยุดหายใจไปสองวินาทีกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

    บรรยากาศโดยรอบเป็นชายหนุ่มญี่ปุ่นใหญ่น้อยเปลือยเปล่า บ้างก็แต่งตัว บ้างก็เก็บของ ซึ่งหลังจากแช่มาซักพักก็เริ่มชินตาแล้วว่ามันก็เหมือน ๆ กันกับของชาวไทยอย่างเรานี่แหละ แต่สิ่งที่ทำผมแทบช็อคคือคุณป้าแม่บ้านที่กำลังถูพื้นอยู่ตรงหน้าผมอย่างขะมักเขม้น ท่ามกลางเหล่าชายฉกรรจ์ไร้อาภรณ์อย่างไม่สะทกสะท้าน ขณะที่ผมกำลังยืนอึ้งกับเหตุการณ์ตรงหน้า มือข้างหนึ่งกำลังใช้ผ้าเช็ดตัวผืนเล็กประจำกายเช็ดผมอยู่ คุณป้าก็ทำท่าจะเงยหน้าขึ้นมามองว่าไอ้หนุ่มนี่ทำไมมันไม่เดินไปซักที วินาทีนั้นเองที่ระบบป้องกันตนเองของผมเริ่มทำงาน สมองสั่งการอย่างฉับไว ตรวจสอบหาอุปกรณ์ที่จะมาคั่นกลางระหว่างสายตาคุณป้ากับร่างกายผม ผม นึกได้ว่าในมือขวามีผ้าเช็ดตัวผืนเล็กคู่ใจอยู่ วินาทีนั้นเองคุณป้ากำลังเงยหน้าขึ้นมาแล้ว แย่แล้ว! ไม่ทันแล้ว ผมคงไม่สามารถย้ายมือที่เช็ดผมอยู่ไปปิดช่วงล่างได้ทัน เร็วเท่าความคิด ผมจึงเลื่อนผ้ามาปิดหน้าไว้แทน และเดินออกไปอย่างสง่าผ่าเผย

    พร้อมกระหยิ่มยิ้มย่องใจว่า เป็นวิธีป้องกันช่วงล่างที่หลักแหลมแยบยลจริง ๆ
    ปล. เสียใจกับหนุ่ม ๆ ด้วยที่บทความนี้ขึ้นต้นว่าเปลือยญี่ปุ่น แต่เนื้อเรื่องมีแต่ผู้ชายโป๊กับป้าแม่บ้าน 1 คน

  • Museum of Siam พิพิธภัณฑ์สยาม


    แวะไปมาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากได้ยิน คำร่ำลือ มา อย่าง ท่วมท้น

    เดินดูแล้วรู้สึกเท่ห์มากที่ได้เกิดมาบนแผ่นดินที่มีพิพิธภัณฑ์แบบนี้ตั้งอยู่ ขอบคุณสำนักนายกรัฐมนตรี (ไม่ว่าจะเป็นชุดใดก็แล้วแต่) ที่ได้จัดทำโครงการนี้ขึ้นมา

    ขอชื่นชมและขอบคุณผู้เกี่ยวข้องทุกคน

    ปัจจุบันนี้เก็บค่าเข้าชมแล้ว แต่ผมเชื่อว่ามันไม่แพงเลย เมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้กลับมา

    ปล.ขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่เก็บกระเป๋าที่ลืมไว้ให้ และยอมเปิดให้เข้าส่วนของพิพิธภัณฑ์ชั่วคราว(ลูกปัด) ทั้งที่หมดเวลาทำการแล้ว

    พิพิธภัณฑ์สยาม http://www.ndmi.or.th

    ผู้คิดคอนเซปต์ http://storyinc.co.nz

    ผู้ดูแลโปรดักชั่นและจัดการโครงการฯ http://www.picothai.com/

    ผู้ออกแบบ http://www.designlab.co.th

  • หอศิลป์ กรุงเทพ

    ชื่อเต็ม ๆ ว่า หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อวานแวะไปเดินมาครับ น่าดีใจที่เรามีอะไรแบบนี้

    1. คนเยอะกว่าที่คิดมาก น่าจะเพราะมีการแสดงภาพถ่ายจากงานประกวดของสมาคมภาพถ่ายด้านล่าง (กำลังจัดกัน) เลยคึกคักเป็นพิเศษ
    2. นักศึกษาปี 4 ม.กรุงเทพฯมาจัดแสดง Thesis ในชื่อหัวข้อ OH ที่ชั้น 4 จากการสอบถาม ทางหอศิลป์จะขอให้ส่งรายละเอียดงานมาให้ตรวจก่อน จากนั้นก็ระบุวันที่จะจัดแสดง ที่สำคัญไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการมาแสดงงาน
    3. จากการสอบถามแม่บ้าน ที่นี่เปิด 10.00 – 21.00 น. หยุดวันจันทร์ตามธรรมเนียม และเย็นวันศุกร์จะมีนักเรียนมาเดินเยอะ น่าดีใจแทน
    4. หอศิลป์สร้างขึ้นมาโดยมีสถาปัตยกรรมที่ดี ใช้แสงจากภาพนอกเพื่อประหยัดไฟ โถงโล่งตรงกลางมองได้จนถึงพื้นชั้น 1 ลดความอึดอัด แม้จะหน้าตาดูเหมือนที่กักเกนไฮม์ นิวยอร์คไปบ้าง (จริง ๆ ก็เยอะอยู่) แต่ไม่เป็นไร ๆ ทุกอย่างต้องมีการเริ่มต้น
    5. เว็บไซต์ของหอศิลป์ สวยดีแต่ยังไม่สุดยอด รูปน้อยไปหน่อย ไม่ค่อยเรียกแขก ตัวหนังสือเล็กไปหน่อย ที่น่าชมเชยคือใช้ฟอนต์เดียวกันกับที่หอศิลป์ใช้ในการแสดงงาน ดูสอดคล้องกันดี
    6. โลโก้สวยดี น่าจะเล่นได้มากกว่านี้ เอามาทำของที่ระลึกขายได้
    7. ร้านขายของที่ระลึกยังไม่เปิด เห็นพี่รปภ.บอกว่ากำลังทำอยู่ แต่ยังไม่มีกำหนดเปิด อยากได้เข็มกลัดลายที่เป็นรูปโลโก้อ่ะ
    8. ส่วนตัวคิดว่าทางหอศิลป์สามารถเก็บเงินค่าเข้ากับผู้ใหญ่ในราคาไม่แพงนักได้ (ผมยินดีที่จะจ่ายนะ)  ฟรีสำหรับนักเรียนที่มีบัตรนักเรียน ทำระบบสมาชิกให้เข้มแข็ง(แจ้งข่าวสาร, ส่วนลดของที่ระลึก, ลดราคาค่าเข้าชม) สร้างรายได้จากการขายของที่ระลึก การสำเนาภาพสำหรับผู้ที่อยากได้ เพื่อสร้างรายได้มาหมุนเวียนเลี้ยงตัวเอง ทำได้น่าจะดีมาก ๆ
    9. งานก่อสร้างไม่ค่อยเรียบร้อย เห็นรอยโป้วสี, งานทาสีหยาบ ๆ หลายจุด น่าเสียดาย
    10. ห้องจัดแสดงงานไม่ค่อยต่อเนื่องกัน บริเวณชั้น 2-3 ที่เป็นห้องกระจก ถูกออกแบบมาทำให้การแสดงงานไม่ค่อยเชื่อมต่อกัน เราต้องเดินเข้าห้องแล้วกลับออกทางเดิม เพื่อเข้าห้องถัดไปให้ความรู้สึกไม่ค่อยต่อเนื่องเวลาดูงานเท่าที่ควร ทางออกน่าจะเชื่อมไปยังห้องถัดไปได้ในทันที
    11. ทางลาดชันวนขึ้นบริเวณชั้น  5-7 ชันไปหน่อย คงเพราะเส้นรอบวงของอาคารแคบไปนิด
    12. งานที่จัดแสดงเน้นภาพถ่ายมากไปหน่อย อยากให้มีความหลากหลายมากกว่านี้ ทั้งงานปั้น งาน Installation ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนจะยินดีมอบงานให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หากได้มาจัดแสดงที่นี่
    13. ขอชี้ชวนให้แวะไปครับ ไปง่าย (ทางเชื่อมรถไฟฟ้า BTS ทะลุเข้าไปได้เลย)  ได้เสพงานจรรโลงใจ แถมไม่เสียตังค์
  • First E20 Car

    ถ่ายที่ช่องเม็ก ชายแดน อุบลฯ-ปากเซ (ประเทศลาว) เป็นรถรับจ้างขนของข้ามประเทศ เห็นแล้วได้แต่ทึ่ง อินเทรนด์มาก ๆ รถเข็นค้นนี้ใช้ E20 แล้ว ดูจากสภาพป้ายนี่เห็นได้ชัดเจนว่า เป็น E20 มาหลายปีแล้ว Honda ที่โฆษณาว่าใช้ E20 ก่อนใครเพื่อนนี่อายไปเลย

  • แห่เทียนเข้าพรรษา 2550

    วันนี้คึกจัด แบกกล้องไปเก็บภาพ เลยเอามาฝากครับ ร่วมด้วยช่วยโปรโมทในฐานะ หนึ่งจังหวัดหนึ่งเทศกาล

    บรรยากาศรอบทุ่งศรีเมือง (สวนสาธารณะกลางเมือง)ก่อนวันแห่แต่ละวัดจะเอาเทียนมาจัดแสดงรอบที่นี่ทุกปี

    (more…)

  • New She Tank Sign

    อย่างที่เล่าให้ฟังว่าไปสัมภาษณ์วีซ่าสหรัฐมาครับ ตอนที่ไปถึงขั้นตอนส่งเอกสารทั้งหมด เจ้าหน้าที่ถามว่าจะสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษหรือไทย ด้วยที่ได้ยินมาว่าถ้าสัมภาษณ์อังกฤษจะเร็วและง่ายกว่า แต่เพราะเข้าไปเป็นคนแรก ๆ และเอกสารก็ไม่น่าจะติดขัดอะไร ผมจึงเลือกสัมภาษณ์ไทยแทน

    พอเข้าไปนั่งรอด้านใน ซักพักก็เริ่มเรียกสัมภาษณ์ เลขกระโดดไปมาอย่างที่ร่ำลือกันจริง ๆ ด้วย พอถูกเรียกผมเดินไปที่เคาน์เตอร์สัมภาษณ์

    eYacht : (มองเห็นฝรั่งนั่งอยู่) อ้าว ไหนว่าสัมภาษณ์ไทยฟะ (อันนี้คิดในใจ)
    เจ้าหน้าที่ : Ubonratchathani ?
    eYacht : Yes.
    เจ้าหน้าที่ : Why do you want to go to United States? (ประมาณนี้แหละนะ)
    eYacht : For Travel.
    เจ้าหน้าที่ : (พลิกเอกสารไปมา) And… this is family business right?
    eYacht : Yes, family business.
    เจ้าหน้าที่ : umm…. New she tank sign please?
    eYacht : (อ้าวเวรล่ะสิ พูดอะไรฟะ ฟังไม่ออก อะไรป้าย อะไรรถถังฟะ) Pardon?
    เจ้าหน้าที่ : (ว่าแล้วก็ยกนิ้วมือซ้ายขึ้นมา) นิว ชี ทาง ซาย
    eYacht : อ้อ …. นิ้วชี้ทางซ้าย (กรรมลุ้นเกือบตาย ที่แท้สัมภาษณ์ภาษาไทยจริง ๆ ด้วย ว่าแล้วก็วางนิ้วลงบนเครื่องอ่าน)
    เจ้าหน้าที่ : New she tank kwa.
    eYacht : อ้อ อันนี้รู้แล้ว แท้งขวาใช่มะ จัดให้
    เจ้าหน้าที่ : Thank you. The passport will send to your place via mail.
    eYacht : Thank you

  • USA Visa Tips

    เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาไปทำวีซ่ามาครับ เป็นวีซ่าสหรัฐที่ว่ากันว่ายากเอาเรื่องอยู่ เพราะว่ากันว่าสหรัฐขี้หวงประเทศมาก ได้ข้อคิดมาดังนี้

    1. ส่วนตัวผมคิดว่าระบบการขอวีซ่าของสหรัฐง่ายดีถ้าคุณคุ้นเคยกับอินเตอร์เน็ตอยู่แล้ว มีข้อมูลล้ำค่าอยู่ที่ http://thailand.us-visaservices.com ซึ่งไม่น่าจะเกินความสามารถคนทั่วไปในการทำความเข้าใจ (เอกสารแนะนำคือ US_NIVChecklist.pdf ค้นเอาอยู่ในเว็บแหละ หาไม่ยาก)
    2. อย่าลืมจ่ายค่าทำวีซ่าราคา  100 ดอลล่าห์ ซึ่งต้องจ่ายที่ไปรษณีย์ได้ทั่วประเทศ อย่างไรก็ดีหากลืมจริง ๆ ใกล้ ๆ สถานฑูตมีไปรษณีย์อยู่ ถามคนแถวนั้นได้ (อ้อ จ่ายแล้วก็อย่าลืมติดใบเสร็จไปด้วยนะครับ)
    3. ทางสถานฑูตค่อนข้างจะเปิดกว้างในเรื่องหลักฐานการยืนยันการไม่ย้ายที่อยู่ (Evidence of Tie) แนวทางหาอ่านได้ที่เว็บไซต์
    4. ทางสถานฑูตให้จองนัดหมายผ่านเว็บ ซึ่งผมเลือกตอน 8.00 น. พบว่าดีมาก ไม่รู้ว่ามีเวลาอื่นหรือเปล่า อย่างไรก็ดีขอแนะนำให้จองเวลานี้
    5. ถ้าอยากเสร็จเร็ว ให้ไปถึงที่สถานฑูตก่อนเวลาหกโมงเช้านิดหน่อย คนส่วนใหญ่จะไปให้ถึงราว ๆ หกโมงเช้า ดังนั้นหลังเวลาหกโมงเช้าแล้ว คนจะเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว
    6. ในสถานฑูตไม่อนุญาตให้นำโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เข้าไป ดังนั้นหากจะติดต่อธุระปะปัง จัดการให้เรียบร้อยเสีย และ MP3 หรือ NDS ไม่สามารถใช้ฆ่าเวลาในการรอได้ (หนังสือดีที่สุด ขอแนะนำ)
    7. รูปถ่ายเป็นขนาดแปลก ๆ และทางสถานฑูตไม่รับขนาดอื่น ๆ ต่อรองไม่ได้ หากถ่ายมาผิดและจำเป็นต้องถ่ายใหม่ ตึกแถว ๆ นั้นมีบริการ ผมไม่เคยใช้เลยไม่รู้ แต่ได้ยินเค้าบอกต่อ ๆ กันมา
    8. ระบบคิวไม่เรียงตามเลขหมาย ดังนั้นเวลารอคอยก็อย่าคิดมาก รอไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็ถึงเอง
    9. แนะนำให้เรียงเอกสารไว้เลยตามที่เอกสารทางสถานฑูตแนะนำ จะช่วยย่นเวลาเราและคนอื่น ๆ ได้มาก
    10. อย่าลืมเซ็นชื่อในเอกสาร DS-156 , เวลากรอกเอกสาร DS156 หรืออื่น ๆ ออนไลน์ ให้ขีดละ (-) ในช่องที่ไม่ต้องกรอก (เช่นนามสกุลเดิมของคุณ)
  • ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่อยู่ในกระเป๋า

    4-5 ปีก่อน
    จัดกระเป๋าเดินทาง ให้เสื้อผ้าพอดีจำนวนวัน บางครั้งอากาศหนาว เตรียมเสื้อไปน้อยกว่าปกติ เพราะกะว่าใส่ซ้ำได้ เนียน ๆ เตรียมไดอารี่ ปากกาหมึกซึมสีดำ เวลาว่าง ๆ วาดภาพเก็บไว้ในไดอารี่ได้

    ปัจจุบัน
    จัดกระเป๋าเดินทาง เตรียมเสื้อผ้าเผื่อ 1 ชุด แชมพู สบู่ พร้อม ยาสามัญประจำบ้าน หนังสือมากกว่า 1 เล่ม (เผื่อคนร่วมเดินทางยืมอ่าน) กล้องดิจิตอล จะได้เอารูปมาลงบล็อก

    เวลาเปลี่ยน ของในกระเป๋าเปลี่ยน

    ปล.นึกเรื่องนี้ได้ตอนอาบน้ำ ไม่ได้จะจัดกระเป๋าไปไหนหรอกครับ