Tag: อ่านเอาเรื่อง

  • อ่านเอาเรื่อง 02 | เศรษฐศาสตร์ร้านน้องแอม

    อ่านเอาเรื่อง 02 | เศรษฐศาสตร์ร้านน้องแอม

    1-
    เมื่อหลายวันก่อน ไปนั่งทานข้าวหมูแดงกับแม่มาครับ พอทานเสร็จเราเดินไปที่หน้าร้านเพื่อจ่ายเงินกับเจ้าของร้านที่กำลังยืนสาละวนเตรียมอาหารให้กับลูกค้าคนอื่น ๆ ในร้าน แม่ค้าวัย 40 ปลาย ๆ แจ้งค่าเสียหายมาที่ 140 บาทถ้วน ผมยื่นแบงค์ร้อย 2 ใบให้ แม่ค้ารับแล้วล้วงลงไปในกระเป๋าหน้าท้อง หยิบเงินขึ้นมาฟ่อนใหญ่ ซึ่งมีแบงค์หลากหลายใบ จากนั้นก็ลงมือคัดแบงค์ 20 ทีละใบ เลือกอย่างตั้งอกตั้งใจจนเรารู้สึกได้ จนกระทั่งได้แบงค์ 20 ที่เก่าที่สุดในโลกมา 3 ใบ เธอยื่นให้ผมและกล่าวคำขอบคุณ

    ผมยื่นมือไปรับและตอบกลับว่า ขอบคุณครับ แต่ในใจก็ครุ่นคิดว่า เราจะยังเชื่อใจร้านข้าวหมูแดงร้านนี้ได้อีกไหม หากว่าหมูในร้านที่นำมาขาย คือหมูที่ผ่านการคัดเลือกแล้วว่าแย่ที่สุดในตลาด แตงกวาคือแตงกวาที่ชนะเลิศเพื่อนแตงกวาในตะกร้าเรื่องความเก่าเก็บ คิดไปได้นิดหน่อยก็ต้องรีบหยุด ก่อนจะจินตนาการไปให้หวาดเสียวไปยิ่งกว่านี้

    -2-
    เมื่อตอนสมัยเรียนปริญญาตรีที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ในโรงอาหารกลางจะมีร้านอาหารชื่อดังชื่อ “ร้านน้องแอม” ซึ่งเป็นร้านขายข้าวราดแกง ทำกันเป็นครอบครัว ภาพป้าอู๊ดเจ้าของร้านยิ้มแย้มทักทายนักศึกษาที่เข้าคิวซื้อข้าวกันนั้นเป็นภาพคุ้นตาของนักศึกษาธรรมศาสตร์ทุกคน

    อาหารขึ้นชื่ออย่างหนึ่งของร้านน้องแอมคือ ไก่ทอด สิ่งที่ผมสังเกตเห็นทุกครั้งที่ซื้อไก่ทอดร้านน้องแอมคือ คนขายจะควานหาไก่ชิ้นที่ใหญ่ที่สุดในถาดนั้นให้กับเรา นอกเหนือจากนี้ ไข่ดาวใบที่สวยที่สุด หมูชิ้นที่โตที่สุดในถาดนั้นจะตกเป็นของเราเสมอ เค้าทำอย่างนี้กับนักศึกษาทุกคนที่เข้าคิวมาซื้อ

    ป้าอู๊ดทำให้เราได้ของที่น่ากินที่สุดในโลกเสมอ

    แม้ว่าคนก่อนผมจะได้ไก่ที่ชิ้นใหญ่กว่าผม แต่แน่นอนผมจะได้รับไก่ที่ใหญ่รองลงมา
    และแม้ว่าคนที่ได้ไก่ชิ้นสุดท้ายซึ่งเล็กที่สุด แต่มันยังคงเป็นไก่ทอดชิ้นที่ใหญ่ที่สุดสำหรับเค้าอยู่ดี

    -3-
    แบงค์ยี่สิบ 3 ใบนั้น ไม่ว่าจะเป็นใบเก่าหรือใหม่ ต่างก็มีมูลค่าในทางเศรษฐศาสตร์ไม่ต่างกัน
    ไก่ทอดเองไม่ว่าชิ้นใหญ่หรือชิ้นเล็ก ต่างก็มีมูลค่าในการแลกเปลี่ยนในระบบเงินตราไม่ต่างกัน
    แม้มูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของสิ่งเหล่านั้นจะเท่ากัน แต่คุณค่าทางจิตใจนั้น เราต่างก็รู้ว่ามันไม่ได้เท่ากันเลยซักนิด

    ในเมื่อข้าวหมูแดงวันนั้นก็ไม่ถึงกับอร่อยมาก ดังนั้นถ้าคราวหน้ามีใครชวนมาทานร้านนี้อีก ผมคงต้องคิดหนักว่าจะตอบตกลงหรือเปล่า

    ตีพิมพ์ครั้งแรก
    นิตยสาร Up Ubon ฉบับ สิงหาคม 2013
    ในนามปากกา ยอดขมองอุ่น

  • อ่านเอาเรื่อง 01 ความงาม – สัมพัทธ์ – สัมบูรณ์

    ในวันที่ธุรกิจเสริมความงามกำลังแข่งขันกันดุเดือด โดยเฉพาะการมาถึงของห้างเซ็นทรัล พลาซา อุบลฯ ที่มีโซนอรหันต์ระดับ 8 สำหรับหญิงผิวหน้าหมองคล้ำและหญิงอวบระยะสุดท้าย ที่ต้องใช้พลังงานอย่างมาก ในการฝ่าดงฝ่ายขายหน้าร้านของโซนความงาม หลายครั้งคงเปลี่ยนใจยอมเดินไกลไปเข้าห้องน้ำอีกฟากของอาคาร ซึ่งน่าจะเหนื่อยน้อยกว่าการฝ่าด่านอรหันต์ออกมาให้สำเร็จ

    แต่หลายคนก็เห็นเป็นเรื่องของการก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างหนึ่ง อย่าว่าแต่ใครอื่น เพื่อนสาวใกล้ตัวหลายคนยอมจ่ายเงินกันทีละครึ่งแสน เพื่อยิงเลเซอร์ ทำโบท็อกซ์ ร้อยไหมทอง กันหน้าตาเฉย หลายคนให้เหตุผลอย่างคนเกาหลีว่า ”ความงามนั้นคือการลงทุน” ซึ่งให้ผลตอบแทนเป็นโอกาสที่ดีขึ้น หน้าที่การงานที่ดีขึ้น และที่ขาดเสียไมได้ เพิ่มโอกาสชายหนุ่มที่เข้ามาจีบสูงขึ้น ทำเอาชายลูกครึ่งไทยจีนอย่างผมได้แต่พยักหน้าทำความเข้าใจโดยไม่กล้าโต้แย้ง

    “แหม ก็ความสวยกับสามีนี่รอกันได้ทีไหน “ ใครบางคนพูดขึ้นกลางวง

    -1-

    วันหนึ่งระหว่างสนทนากันในมื้ออาหาร ขณะถกกันเรื่องเทคโนโลยีศัลยกรรมเพื่อความงามในปัจจุบัน เพื่อนหญิงคนหนึ่งแสดงความคิดเห็นขึ้นกลางวงว่า

    ผู้หญิงที่เคยสวยมากเมื่อหลายปีก่อน กำลังสวย”น้อยลง” เนื่องมาจากการที่คนทั่ว ๆ ไปสวยขึ้นจากการศัลยกรรม

    นำมาซึ่งข้อสงสัยสำหรับผมว่า ความสวยนั้นเป็นสิ่ง สัมพัทธ์ หรือ สัมบูรณ์ กันแน่ หรือเป็นคำถามในศัพท์เทคนิคว่า ความสวยนั้นเป็นค่าแบบ relative value หรือ absolute valueกันแน่

    ค่าสัมพัทธ์นั้นคือการระบุค่าโดยการเปรียบเทียบ เช่นว่า ตะเกียบจะยาวหรือสั้น ขึ้นกับว่าตะเกียบถูกเทียบกับไม้จิ้มฟัน หรือ กระบอง นั่นเองคือสัมพัทธ์

    ขณะที่สัมบูรณ์คือความหมายหมดจรด เบ็ดเสร็จ ไม่จำเป็นต้องนิยามด้วยการเปรียบเทียบกับสิ่งไหน

    จำไม่ได้ว่าวันนั้นข้อคิดเห็นจบลงอย่างไร แต่เพื่อนหญิงกล่าวว่า ความงามนั้นน่าจะลดลงเนื่องจากความเคยชินของคนมอง และแปรผกผันกับความสวยของคนรอบข้าง ที่เพิ่มความเร่งขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญตามคมมีดของหมอแต่ละคน

    -2-

    เคยอ่านเจอเรื่องเล่าจากหนังสือ “ระยะทางอันห่างใกล้” ของคุณนิ้วกลมและคุณพิมปาย เป็นเรื่องเล่าจากเทือกเขาหิมาลัย ในบ้านของคนที่อาศัยในเทือกเขาที่เรียกได้ว่ามีเสน่ห์ที่สุดในโลกนั้น กลับมีปฎิทินรูปเทือกเขาในสวิสเซอร์แลนด์แขวนไว้ เออหนอคนเรา อยู่ใกล้หิมาลัย แต่ใจกลับอยู่ที่สวิสเซอร์แลนด์ คุณนิ้วกลมตั้งคำถามขึ้นมาว่า

    “คนที่นี่(หิมาลัย) จะเห็นว่าวิวแบบนี้สวยไหม”

    หากมีสมการความสวย ค่าความสวยกับความใกล้ชิด ค่าความสวยกับความเคยชิน จะแปรผกผันกันไหม

    ยิ่งใกล้ชิดมากเท่าไหร่ ยิ่งเห็นว่าสวยน้อยลง

    ยิ่งเคยชินกับสิ่งนั้นมากแค่ไหน ก็ยิ่งเห็นว่ามันช่างสามัญธรรมดา

    -3-

    คิดทบทวนย้อนไปยังคำกล่าวที่ว่า

    “Beauty lies in the eyes of the beholder”
    “ความงามนั้นขึ้นกับสายตาที่มอง”

    ท้ายสุดแล้วผมค่อนข้างเห็นด้วยว่าความสวยนั้นสัมพัทธ์จริง แต่ความสวยของคนคนนั้นไม่ได้สัมพัทธ์กับคนรอบ ๆ ตัวเธอ หากแต่สัมพัทธ์กับสายตาของคนมองต่างหาก ดังนั้นด้วยความสวยที่ทวีขึ้นของคนรอบข้าง หากสร้างความเคยชินให้กับใครคนหนึ่ง เขาก็ย่อมเห็นเธอคนนั้นสวยน้อยลงเป็นธรรมดา

    อย่างไรก็ดีความสวยนั้น ไม่ได้อยู่เพียงภายนอกเท่านั้น

    สายตาที่มองเห็นแต่ความสวยภายนอกโดยละเลยความงามภายใน นั่นเป็นเพียงสายตาอันโง่เขลาเท่านั้น

    เพราะความงามภายในนั้นสัมบูรณ์ และถูกสร้างขึ้นโดยเจ้าของเท่านั้น มีดหมอไม่เกี่ยว

    ตีพิมพ์ครั้งแรก
    นิตยสาร Up Ubon ฉบับ กรกฎาคม 2013
    ในนามปากกา ยอดขมองอุ่น