เอาล่ะระหว่างรอ อ่านนี่ไปพลาง ๆ เบี้องหลัง Keynote มาให้อ่านกันเล่นๆนะครับ เขียนโดย Mike Evangelist ซึ่งเคยเป็น Product Manager ในการพัฒนาโปรแกรม Final Cut pro และโปรแกรม iDVD ของ Apple จาก http://www.freemac.net/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=7548
จาก The Guardian (5 มกราคม 2006)
Mike Evangelist เขียน
(cyberdude ถอดความ)
จาก The Guardian

หากผู้บริหารของบริษัทน้ำอัดลมมาออกงานแถลงข่าว หรือผู้บริหารของไนกี้ออกมาแถลงเปิดตัวรองเท้าวิ่งรุ่นใหม่ คุณอาจจะอ่านเจอเรื่องนั้นในหนังสือข่าวในวงการแล้วก็ลืมมันไป
แต่วันอังคารที่จะถึงนี้ ผู้บริหารของบริษัทแห่งหนึ่งจะออกมาพูดถึงอะไรบางอย่าง และภายในไม่กี่นาทีต่อมา ข่าวก็จะแพร่ออกไปทั่วโลก และใครๆก็จะพูดถึงมันต่อไปอีกเป็นเดือนๆ
ผู้บริหารคนนั้นชื่อ สตีฟ จอปส์ และแม้ว่าสำหรับผู้ชมทั่วๆไปก็อาจเป็นแค่ผู้ชายคนนึงในชุดเสื้อดำ กางเกงยีนส์ ออกมายืนพูดเรื่องผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว นั่นคือผลของความละเอียดซับซ้อนในการเตรียมงานที่รวมเอาการสาธิตผลิตภัณฑ์ ศิลปะการกระตุ้นโน้มน้าวใจ ที่สะท้อนผลของการประสานงาน และแรงกดดันมากมายของคนทำงานเบื้องหลัง
ที่ผมรูู้ เพราะผมเคยเป็นหนี่งในนั้น เคยเป็นคนทำงานเบื้องหลังงานคีย์โน้ต และเคยขึ้นเวทีบรรยายกับสตีฟในภายหลัง..
ถ้าจะว่าไปแล้ว Apple เป็นเพียงบริษัทขนาดกลางๆที่มีส่วนแบ่งการตลาดเพียงเล็กน้อยในวงการคอมฯ เครื่องแมคอินทอชไม่ค่อยมีให้เห็นในบริษัทใหญ่ๆ และบริษัทซอฟแวร์ส่วนมากก็ไม่ได้ผลิตโปรแกรมสำหรับแมค และถ้าวัดกันที่มูลค่าการค้า Apple ก็เป็นบริษัทที่มีผลงานเชิงธุรกิจพอๆกับ Nike, Mark&Spencer หรือ Cadbury-Schweppes เท่านั้นเอง
แต่การเปรียบเทียบจากตัวเลขแบบนั้นจะผิดความเป็นจริงไปอย่างมาก ถ้าจะใช้วัดถึงความสำคัญของ Apple ในโลกธุรกิจ เพราะส่วนประกอบสำคัญของ Apple ที่บริษัทอื่นไม่มีคือ Steve Jobs (และก็มีเพียง Pixar อีกบริษัทเดียวเท่านั้นที่มีผู้บริหารคนนี้อยู่)
ถ้าเปรียบโลกธุรกิจเป็นวงการเพลง สตีฟ จอปส์ ก็คือคนเดียวในวงการที่เทียบชั้นได้กับร๊อคสตาร์
เมื่อใดก็ตามที่ Apple เปิดตัวสินค้าใหม่ ใครๆก็ให้ความสนใจ และนั่นเป็นผลจากตัวสตีฟ และวิธีนำเสนอที่เขาใช้ สตีฟมักจะเปิดตัวสินค้าสำคัญในงานแถลงข่าวซื่งเรียกกันภายในว่า ‘Keynotes’
สตีฟเริ่มการทำงานในส่วน Keynote ล่วงหน้าหลายสัปดาห์ ตรวจทานผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีทุกตัวที่เขาต้องการพูดถึง และแม้ว่าขั้นตอนพัฒนาจะถูกกำหนดล่วงหน้าไว้นานขนาดไหน เขาก็ยังต้องเข้าไปดูจนพอใจว่า มันอยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการนำเสนอได้
ในแง่ของ software แล้วเป็นเรื่องยากที่จะตัดสินโปรแกรมในช่วงที่มันอยู่ในระหว่างการพัฒนา แต่เขาก็จะเป็นผู้ตัดสินใจว่ามันก้าวหน้าไปมากพอหรือยังที่จะได้รับการแถลงข่าวเปิดตัว โดยมีหลายครั้งที่เรื่องการทำงานของโปรแกรมใหม่ที่ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ก่อให้เกิดความตึงเครียดในระหว่างการเตรียมงาน
งาน Keynote ของเดือนมกราคม 2001 คือประสพการณ์ครั้งแรกของผมเกี่ยวกับการเตรียมงาน ในปีนั้นเป็นการเปิดตัวเครื่องแมครุ่นใหม่ที่มากับเครื่องเขียน DVD และการเปิดตัวโปรแกรม iDVD ซึ่งตอนนั้นผมเป็น Product Manager ของโปรแกรมตัวใหม่นี้และมีหน้าที่ในการเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างที่สตีฟจะต้องการใช้ในการนำเสนอโปรแกรมนี้
ผมและลูกทีมใช้เวลาหลายร้อยชั่วโมงในการเตรียมสิ่งที่สตีฟจะนำเสนอบนเวทีประมาณ 5 นาที
หลายอาทิตย์ก่อนหน้านั้น สตีฟให้ผมสาธิตโปรแกรมให้ดูเพื่อครอบคลุมทุกจุดที่ผมเห็นว่าสำคัญ แม้ว่าเขาเองจะรู้ดีอยู่แล้วในทุกๆอย่างที่ผมนำเสนอไป แต่กระบวนการนี้จะช่วยให้เขาวิเคราะห์ว่า จะพูดถึงอะไรบ้างและจะลำดับความสำคัญ ตลอดจนให้เวลาพูดถึงสินค้าแต่ละชิ้นนานเท่าไร
งานขั้นต่อไปของเราก็คือการเตรียมสิ่งที่จะใช้ในการบรรยาย คือหาคลิปหนัง ภาพนิ่ง และเพลงประกอบมาเพื่อให้สตีฟสาธิตโปรแกรมบนเวที ถ้าเป็นบริษัททั่วๆไปก็คงจะหาจาก Clip Arts หรือจ้างโพรดิวเซอร์สักคนมาผลิตงานที่ดูเป็น Home Video ให้ แต่นั่นไม่ใช่วิธีของสตีฟ จอปส์ เขาต้องการวัตถุดิบที่ดูดี แต่ดูน่าเชื่อว่าครอบครัวที่มีกล้องธรรมดาๆก็สามารถถ่ายทำหนังแบบนั้นได้
ทีมของเราใช้วิธีให้คนในบริษัท Apple ส่งโฮมวิดิโอและรูปถ่ายในครอบครัวตัวเองเข้าประกวด ในเวลาไม่นานเราก็มีผลงานที่น่ารักและดูดีจำนวนมาก
เราช่วยกันเลือกหลายชิ้นที่ดีและมั่นใจว่ามัน’เข้าตา’ ที่สุดและนำเสนอกับสตีฟ..
และก็จริงสมคำร่ำลือกันเกี่ยวกับความเป็น perfectionist ของเขา สตีฟไม่ชอบวิดิโอที่เราเสนอ และพวกเราก็ต้องกลับมาประกาศหาและคัดเลือกอีกหลายต่อหลายเที่ยว
จนในที่สุดเมื่อผมเริ่มคิดว่าความเนี้ยบของเขาอยู่ในระดับที่ไม่มีเหตุผลแล้วนั่นแหละ เราถึงได้งานชิ้นที่สตีฟพอใจ
แต่เมื่อมันจบลงได้ผมก็ต้องยอมรับว่า ผลงานชิ้นหลังที่ผ่านสตีฟออกมาได้ ดีกว่าชุดแรกที่เราเอาไปเสนอมาก
ต่อจากนั้นเขาก็จะเข้าสู่เรื่องบทของการ demo คือวางลำดับที่จะนำเสนอไปแต่ละขั้น, โปรแกรมควรจะเปิดอยู่แล้ว หรือเริ่มเปิดจาก icon?, เปิดหนังตัวอย่างชิ้นไหนก่อน? เรียกว่าต้องคิดรายละเอียดไปทุกขั้นตอน..
หลังจากการวางแผนเสร็จ หน้าที่ของผมคือเตรียมตัวอยู่บริเวณนั้นเผื่อในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับ iDVD หรือเมื่อสตีฟซักซ้อมและต้องการเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตาม
ระหว่างนี้ก็ทำให้ผมมีโอกาสสังเกตุการณ์การเตรียมงานในทุกๆด้านรอบๆตัว
งาน Keynote สำเร็จได้จากการร่วมมือของคนในแต่ละหน้าที่เฉพาะส่วน ทั้งทีมปกติที่ดูแลเรื่องที่นั่ง ทีมจัดเวที, ทีมฉาก, แสง, เสียง, ทีมเอฟเฟค…ไปจนถึงกลุ่มผู้เชี่ยวชาญอีกกลุ่มที่มาติดตั้งระบบเครื่องฉายภาพชั้นเยี่ยม พร้อมระบบเครื่องสำรองอีกหนึ่งชุดเผื่อมีปัญหา
ภายนอกมีรถบรรทุกพร้อมทีมงานอีกชุดที่ดูแลเรื่อง video feed และ webcast และทีมที่คอยฉายวิดิโอที่ใช้ในการบรรยาย ส่วนทีมคอมพิวเตอร์ก็คอยดูแลจัดเตรียมแมคทุกเครื่องที่จะต้องใช้ พร้อมเครื่องสำรองอีกชุดที่เซ็ทไว้ให้พร้อมเสมอในเวลาที่ต้องการ ทุกเครื่องมี backup และสลับกัน online ขี้นจอได้ในทันทีแค่กดสวิชต์
แค่นั่งดูความใส่ใจในรายละเอียดก็สนุกแล้ว เช่น ในระหว่างการซ้อมสาธิต iDVD สตีฟพบว่าจุดที่เขาต้องการยืนในระหว่างการพรีเซนต์ช่วงนั้นห่างเกินไปสำหรับการใช้รีโมตคอนโทรล และทีมงานก็คิดหาทางติดตั้ง repeater บนเวทีเพื่อให้มันทำงานจนได้ และตลอดการซ้อมก็มีรปภ.ทำการสกรีนคนเข้าออกตลอด เพื่อให้แน่ใจว่า ความลับจะยังเป็นความลับเพื่อความตื่นเต้นในตอนเปิดตัวจริงๆ
และเมื่อถึงเวลาที่สตีฟก้าวขี้นบนเวทีและเริ่มการสาธิตที่ดูง่ายๆเหล่านั้น เขากำลังถ่ายทอดพลังจากความร่วมมือร่วมใจของคนมากมายหลังเวทีและคนอื่นๆในบริษัทใน Cupertino, California สู่ผู้ชมทั้งหมด ผมมองภาพนั้นแล้วก็นึกเปรียบกับเลนส์แว่นขยายที่รวมพลังงานของดวงอาทิตย์มาไว้ที่จุดๆเดียวจนเกิดประกายไฟขี้นมา..
ในปีถัดมาผมก็ต้องประหลาดใจที่ได้รับเลือกให้ร่วมขี้นเวทีสาธิตโปรแกรมในงาน Keynote และคราวนี้มันก็เป็นการเรียนรู้งาน keynote ที่แท้จริง ในช่วงกลางปี 2001 ผมได้เลื่อนตำแหน่งให้มาดูแลทั้งผลิตภัณฑ์ DVD และโปรแกรมตัดต่อวิดิโอสำหรับมืออาชีพ Final Cut Pro ตัวใหม่ที่จะเปิดตัวในปี 2002
แต่สตีฟจะไม่สาธิตโปรแกรมระดับ Pro ด้วยตัวเองบนเวที ทุกครั้งเขาจะปล่อยเป็นหน้าที่ของคนในทีมงานที่เชืี่ยวชาญเรื่องรายละเอียดมากกว่า และในครั้งนั้นเป็นงานของผม ถ้าจะว่าไป ช่วงเวลานั้นนับเป็นทั้งช่วงที่ดีที่สุดและแย่ที่สุดในชีวิตการทำงานกับ Apple ของผมไปพร้อมๆกัน
สตีฟมักจะเริ่มซ้อม 2 วันก่อนวันงาน ในวันแรก จะเป็นการซ้อมในส่วนที่ต้องการความสนใจเป็นพิเศษ Product managers กับ Engineering Managers ที่เกี่ยวข้องทุกคนจะเข้าร่วม และคนเหล่านี้จะถือเป็นกลุ่มผู้ชมการสาธิตรอบทดสอบไปด้วยในตัว สตีฟจะคอยถามความเห็นในแต่ละจุด ใช้เวลาเต็มที่ ในการพิจารณา ออกแบบและแก้ไขรูปแบบและเนื้อหาของสไลด์ที่จะใช้บนเวทีด้วยตัวเอง โดยมีทีมงานออกแบบของ Apple คอยช่วยเหลือ
แต่ละส่วนของการบรรยาย จะค่อยๆลงตัวเป็นรูปเป็นร่างขี้นในระหว่างการซ้อมวันแรกนี้ สตีฟกับ producer จะแก้ไขตัวสไลด์กันสดๆบน Powerbook และลองเอาผลงานที่แก้ไขขี้นจอทันที สตีฟจะแม่นและตรงจุดมากในแต่ละแง่มุมที่เขาต้องการนำเสนอในช่วงนั้นๆ เขาอาจจะทดลองใช้รูปแบบต่างๆหลายชนิดในการพรีเซนต์เรื่องใดเรื่องนึง สลับขั้นตอนไปมาหรือลองปรับเปลี่ยนผสมผสานแต่ละแบบเข้าด้วยกันจนกระทั่งได้วิธีที่จะให้ผลที่แรงที่สุด
(ผู้แปล-อันนี้ทำให้ผมนึกถึงวิธีที่ทีมงานของ Pixar ใช้ pitch และ develop บทหนัง ซึ่งว่าจะเขียนถึงในโอกาสต่อไป)
ในกรณีที่เป็นการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่สำคัญ สตีฟมักจะใช้โอกาสนี้เปิดตัวโฆษณาทาง TV ของมันไปด้วย ซึ่งส่วนมากก็จะเพิ่งเสร็จมาร้อนๆเช่นเดียวกัน บ่อยครั้งที่เขาใช้ช่วงซ้อมนี้เป็นการทดสอบ Ad หลายๆเวอร์ชั่นกับพนักงานเหล่านี้ เพื่อเอาข้อคิดเห็นมาช่วยตัดสินใจเลือกชิ้นงานโฆษณา
——————–
หนึ่งวันก่อนวันงาน ทุกอย่างเป็นรูปเป็นร่างมากขี้นเรื่อยๆ ในวันนี้จะมีซ้อมใหญ่อย่างน้อย 1 หรือ 2 รอบ แขกรับเชิญที่ไม่ได้เป็นพนักงานของ Apple จะมาร่วมซ้อมในวันนี้ (แต่ถ้ามีการเปิดตัวครั้งใหญ่ เช่น iPod หรือ โน๊ตบุ๊คตัวใหม่ คนที่ไม่ได้เป็นพนักงานจะต้องรออยู่ข้างนอกก่อนถึงช่วงซ้อมของตัวเอง) ตลอดช่วงเวลานี้สตีฟจะจริงจังและมีสมาธิมากแม้ว่าจะเป็นการซ้อม ดูราวกับว่าเขาจะใช้พลังงานทั้งหมดไปเพื่อให้งานออกมาเพอร์เฟคที่สุด
——————–
ช่วงเวลาสาธิต Final Cut Pro บนเวทีของผมจะใช้เวลาประมาณ 5 นาที ซึ่งผมฝึกซ้อมเองมาเป็นอาทิตย์ๆแล้ว เตรียมตัวพร้อมมาอย่างดีทั้งการเลือกคลิปและการบรรยายทุกอย่าง(ตามที่ผมคิด) วันแรกบอสของผมกับนายของเขาอีกคนก็มาให้กำลังใจและนั่งดูอยู่กับสตีฟท่ามกลางผู้ชมคนอื่นๆ ตอนนั้นผมประหม่ามาก และสายตาของสตีฟ จอปส์ที่จ้องเขม็งเหมือนเลเซ่อร์คอยตรวจจับความบกพร่องก็ไม่ได้ช่วยให้ผมรู้สึกดีขี้น พอผมเริ่มบรรยายได้ราวๆ 1 นาที สตีฟก็ขัดขี้นมากลางคัน
“คุณต้องทำให้มันได้เรื่องกว่านี้ ไม่งั้นเราก็ต้องตัด demo ส่วนนี้ใน Keynote ออกไป”
ผมทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะตอบยังไง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะพูดอะไรออกไปสักคำหรือเปล่า?
แต่หลังจากนั้นบอสของผมและ Phil Schiller (ประธานฝ่าย Marketing พรีเซนต์ใน Keynote ใหญ่ๆหลายครั้ง) ก็เข้ามาช่วยผมปรับปรุง presentation ส่วนนี้อีกหลายชั่วโมงจนดีขี้น Phil ยังแนะนำว่า
“ชาวแมค 6,000 กว่าคนที่มานั่งดูไม่ได้มาจับผิด พวกเขาเอาใจช่วย คิดว่าพวกเขาเป็นเพื่อนของคุณสิ”
วันต่อมาในการซ้อมใหญ่ ผมซ้อมต่อหน้า สตีฟ จอปส์อีกครั้ง และคราวนี้เขาพยักหน้าให้ผ่าน ผมรู้สึกดีขี้น แต่ช่วงเวลาพรีเซนต์จริงยังมาไม่ถึง…
วันรุ่งขี้น ขณะที่ผมนั่งอยู่แถวหน้า รอช่วงที่ผมต้องขี้นเวที ตอนนั้นเองที่ผมรู้สึกว่าความกดดันเป็นยังไง ในห้องมีคนรอดูอยู่หลายพันคน นอกห้อง ผมรู้ว่ามีคนอีกอย่างน้อย 50,000 คนคอยดู webcast สดๆผ่านทางอินเตอร์เนต…
สตีฟเริ่มพูดนำถึงส่วนของผม และหัวใจผมก็เต้นแรงขี้นเรื่อยๆ เริ่มรู้สึกถึงสายตาเป็นพันๆหมื่นๆคู่ที่จะจ้องมาและเริ่มกังวลว่าจะล้มเหลว ผมเคยพูดในที่สาธารณะมาก่อน แต่ไม่มีอะไรเลยที่เปรียบได้กับครั้งนี้…
ผู้ช่วยผู้กำกับเวทีเดินมาหาผมและช่วยพาไปที่บันไดข้างเวที ผมยืนรออยู่ในความืด มองไปที่สตีฟที่กำลังกดสไลด์แนะนำตัวผมขี้นจอ…
ในตอนนั้นเองที่ความคิดดีๆอันนึงผุดขี้นมาในหัวผม.. ในอีกแค่ห้านาทีข้างหน้า ทุกอย่างนี่ก็จะจบลงแล้ว..ถ้าเพียงแต่ผมทำให้มันรอดไปได้อีกแค่ห้านาทีเท่านั้น ผมเดินขี้นเวที แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดี ดูเหมือนผู้ชมจะชอบตัวโปรแกรม และเสียงปรบมือจากคนดูก็ช่วยให้รู้สึกดีสุดๆ
เมื่องานจบลงผมก็ได้รับเสียงชมเชยจากหลายฝ่ายว่าบรรยายราบรื่นดีขนาดไหน รวมไปถึงคำชมที่ผมภูมิใจที่สุด-จากสตีฟ จอปส์เอง
ต่อมาในปีนั้นผมก็ร่วมขี้นเวทีใน Keynote อีกสองงาน แต่ละครั้งผมก็รู้สึกขอบคุณสตีฟที่เข้มงวดกับผมในการซ้อมครั้งแรกนั้น มันทำให้ผมทำงานหนักขี้น และมันเป็นผลให้งานของผมสำเร็จออกมาได้ดีกว่าระดับที่ผมคิดว่าตัวเองทำได้
ผมคิดว่าจุดนี้เองคือผลของการที่มี สตีฟ จอปส์ อยู่กับ Apple -เขาจะไม่ยอมรับอะไรอื่นนอกจากผลงานที่ดีที่สุดทั้งจากตัวเขาเองและคนอื่นๆรอบข้าง
————————-
Link-The Guardian

Leave a Reply