ในวันนี้เราคงต้องยอมรับกันว่า “อุบลฯรถติด” โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วน อย่างตอนเช้า ๆ บริเวณหน้าโรงเรียน ไม่ใช่ว่าเผื่อเวลาแล้วจะเพียงพอ แต่ต้องเผื่อใจไว้ด้วย ไม่อย่างนั้นหากหัวเสียกันแต่เช้าแล้ว คงทำให้วันนั้นทั้งวันพลอยหม่นหมองไปเสียหมด
-1-
เช้าวันนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับเมื่อวาน รถติดกันเป็นแพที่หน้าโรงเรียนประถมชื่อดังของจังหวัด แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการปรับทางเดินรถเป็นวันเวย์บ้าง ทูเวย์บ้าง แต่ก็ไม่มีวิธีไหนทำให้รถหายติดได้
เสียงเอะอะดังมาจากสามแยก มองไปเห็นผู้ใหญ่สองคนยืนอยู่ข้างรถ ขึ้นเสียงกันเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างรีบจะไปส่งลูกและไปทำงาน ทำให้ไม่ยอม “ให้ทาง” กับอีกฝ่าย จนกระทั่งมีการเฉี่ยวชนให้รถเป็นแผลกันคนละรอย ฝ่ายหนึ่งขึ้นเสียงว่าตนเป็นทางเอก อีกฝ่ายก็โต้ว่าเปิดไฟสูงขอทางแล้ว แต่อีกฝ่ายกลับไม่มีน้ำใจให้ทางแก่กัน เมื่อเสียงเริ่มดังขึ้น ๆ ทั้งคู่ก็เริ่มเป็นที่สนใจไปทั่วบริเวณ ซักพักใหญ่เจ้าหน้าที่ตำรวจคงเห็นท่าไม่ดี จึงเดินเข้าไปไกล่เกลี่ย
ผมแอบเห็นเด็กนักเรียนอยู่บนรถทั้งสองคัน คันหนึ่งเป็นเด็กผู้ชายน่าจะประมาณ ป.2 นั่งอยู่เบาะหลังของรถเก๋งคันงามคันนั้น ส่วนอีกฝ่ายที่เป็นรถกระบะ มีเด็กผู้ชายอายุน่าจะไล่เลี่ยกัน ทั้งคู่มองไปที่ผู้ปกครองของตนที่อยู่นอกรถ สายตาพวกเขาเหมือนกำลังพยายามทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
-2-
หนังสือเล่มหนึ่งของคุณนรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ น่าจะเป็นเล่ม เศรษฐศาสตร์ในกรุงเทพ เป็นหนังสือที่ใช้เศรษฐศาสตร์มาอธิบายความเป็นมาเป็นไปของกรุงเทพฯ มีตอนหนึ่งชื่อเรื่อง การจราจรติดขัด คุณนรินทร์พยายามตอบคำถามที่ว่า “ทำไมเวลารถติด เรามักจะรู้สึกว่าเลนข้าง ๆ ไปเร็วกว่า แต่พอเราย้ายไปเลนนั้น เรากลับพบว่าเลนเดิมไปได้เร็วกว่าแทน” คำตอบของเรื่องนี้คือ
“… เหตุที่คนส่วนใหญ่มักรู้สึกว่าเลนของตัวเองไปได้ช้ากว่า เป็นเพราะเรามักจดจ่อกับความโชคร้ายของเรามากกว่าความโชคดี … เวลาที่เลนเราไปได้เร็วกว่าเลนอื่น เรามักไม่ค่อยได้ใส่ใจเรื่องการจราจร แต่พอเวลาที่เลนของคนอื่นไปได้เร็วกว่าเลนเราบ้าง เรามักหันมาสงสัยว่าทำไมรถติด …”
“ … กระบวนการที่รถพยายามเปลี่ยนเลนไปมา ช่วยทำให้ทุกเลนไปได้เร็วเท่า ๆ กัน เมื่อใดก็ตามที่มีเลนใดเลนหนึ่งไปได้ช้ากว่าเลนอื่น รถที่อยู่ในเลนนั้นจำนวนหนึ่งจะเปลี่ยนไปยังเลนที่ไปได้เร็วกว่า ทำให้เลนนั้นมีจำนวนรถน้อยลง รถที่เหลือในเลนจึงไปได้เร็วขึ้น ดังนั้นเลนทุกเลน มีแนวโน้มจะไปได้เร็วพอ ๆ กันอยู่แล้ว คุณจึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเลนไปมาเพื่อให้ไปได้เร็วกว่าคนอื่น …”
คุณนรินทร์ลงท้ายว่า “… อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่คุณมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องไปถึงที่หมายให้เร็วที่สุด นักเศรษฐศาสตร์บอกว่า การเปลี่ยนเลนไปมาจะช่วยทำให้คุณไปได้เร็วกว่ารถคันอื่น ๆ ได้ ความเร็วที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นผลตอบแทนที่เกิดจากการที่คุณยอมแบกรับความเสี่ยงและความเครียดที่สูงขึ้น จากการเปลี่ยนเลนไปมา ยิ่งคุณยอมที่จะเสี่ยงและเครียดมากขึ้นเท่าไร คุณก็จะยิ่งไปได้เร็วกว่าคนอื่นมากเท่านั้น เพียงแต่ว่า ความเร็วที่เพิ่มขึ้นนั้นค่อนข้างน้อย จนเมื่อเทียบกับความเสี่ยงและความเครียดที่ต้องแบกรับ ในเวลาปกติมักไม่ค่อยคุ้มกันเท่าไร “
จากเหตุการณ์ที่หน้าโรงเรียนเช้านี้ เดาว่าความเครียดจากอุบัติเหตุ รวมถึงรอยแผลบนรถของผู้ปกครองสองคนนั้น งานนี้คงไม่ใช่ว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม แต่เรียกว่าขาดทุนกันทั้งคู่คงไม่ผิดนัก
-3-
ผมไม่ได้ใส่ใจนักว่าท้ายที่สุดแล้วผู้ปกครองทั้งสองฝ่ายได้ข้อสรุปอย่างไร แต่โรงเรียนกำลังจะเข้าเรียน เด็กทั้งสองคนจึงต้องลงจากรถและเดินเข้าประตูโรงเรียนไปทั้งคู่ เป็นเรื่องขำ ๆ ดีที่พบว่า ผู้ใหญ่ทะเลาะกันตั้งใหญ่โตเรื่องจะรีบไป แต่สุดท้ายเด็กทั้งสองก็เข้าโรงเรียนพร้อมกัน และเมื่อทั้งคู่เดินคล้อยหลังไปไม่ไกล ผมแอบเห็นคล้ายกับเด็กสองคนนั้นคุยกัน เป็นเรื่องตลกสองต่อที่เด็กทั้งสองคนเป็นเพื่อนกัน
รอยแผลบนรถทั้งสองคันนั้น อู่คงจะเคาะ โป๊ว และทำสีใหม่จนยากที่ใครจะรู้ว่ารถเคยโดนเฉี่ยวชนมา ต่างจากแผลของผู้ใหญ่ทั้งสองคน ที่ไม่รู้เมื่อไรจะจางหายไป
และได้แต่หวังว่า เหตุการณ์นี้คงจะไม่ได้ทิ้งรอยแผลเป็นติดตัวเด็กทั้งสองคนนั้นไปตลอดชีวิต
ตีพิมพ์ครั้งแรก
นิตยสาร Up Ubon ฉบับ กันยายน 2013
ในนามปากกา ยอดขมองอุ่น


Leave a Reply