Category: Recommended

  • Whale Done วาฬบอกเยี่ยม

    WhaleDoneวันนี้คาบวิชาการเจรจาธุรกิจ อาจารย์แนะนำเรื่องจากหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ Whale Done! ซึ่งมีแปลเป็นไทยแล้วชื่อหนังสือ วาฬบอกเยี่ยม เนื้อหามาจากการที่คุณคนเขียน Kenneth Blanchard ศึกษาวิธีสอนปลาวาฬในสวนน้ำว่าเวลาการฝึกสอนปลาวาฬให้แสดงโชว์เนี่ยสามารถทำมาใช้กับคนได้หรือไม่ (เออ ช่างคิดเนอะ)

    จากลักษณะที่ผู้ฝึกสอนโยนปลาให้ปลาวาฬกินเวลาที่ปลาวาฬแสดงโชว์ได้ดี เป็นจุดสำคัญที่คุณเคนเอามาประยุกต์กับการสร้างพลังของความสัมพันธ์เชิงบวกกับคนในองค์กร เนื้อหาคร่าว ๆ มีการแนะนำเรื่องการติและชมดังนี้

    When mistakes occur, redirect the energy… Describe the problem without blame
    เวลาเกิดความผิดพลาดให้เบี่ยงเบนพลัง(ความสนใจ) หมายถึงพยายามพูดถึงปัญหา อย่าพูดที่ตัวบุคคล จากนั้นก็มีขั้นตอนการตำหนิผู้อื่นดังนี้

    1. Show negative impact แสดงให้เห็นถึงผลลบที่เกิดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
    2. If appropriate, take blame ให้เราร่วมรับผิด หากเหมาะสม
    3. Go over task อธิบายแนวทางแก้ไข
    4. Express trust and confidence แสดงความเชื่อมั่นและไว้ใจ

    ตัวอย่าง สมชาย เปิดใบสั่งซื้อสินค้าผิดรุ่นมา ทำให้เราส่งสินค้าให้ลูกค้าไม่ทันกำหนด

    “(1)สมชาย ตอนนี้สินค้าที่ส่งมามันผิดรุ่น และทำให้ลูกค้าเราไม่ได้รับของตามกำหนด ตอนนี้ทางนั้นโมโหมากและเหมือนโวยวายว่าจะเลิกซื้อของกับเรา (2) จริง ๆ แล้วพี่ก็ผิดเองแหละที่ตอนนั้นพี่บอกเราไม่ละเอียดพอ (พอจังหวะนี้โดยทั่วไปสมชายก็จะบอกว่า ไม่หรอกครับ เป็นความผิดผมเอง) (3) แต่ตอนนี้พี่โทรไปคุยกับลูกค้าให้แล้วนะ ทางนั้นบอกว่าหากส่งให้ภายใน 2 วันนี้เค้าก็ยังโอเคอยู่ (4) ฝากสมชายหน่อยนะ ที่พลาดไปแล้วก็แล้วไป วันนี้รีบโทรไปสั่งใหม่ให้พี่หน่อยนะ ให้ทันภายใน 2 วัน ไหวไหม”

    When good things occur, praise immediately
    หากเกิดสิ่งที่ดีขึ้น ให้ชมในทันที แนวทางการชมคน (ฝรั่งนี่ช่างคิดเหลือเกิน ชมคนยังต้องมีวิธีการ)

    1. Be Specific ชัดเจน เฉพาะเจาะจงต่อสิ่งที่เกิดขึ้น (ไม่ชมสเปะสปะ ระบุถึงรายละเอียดของสิ่งที่เกิดขึ้น)
    2. Share positive feeling แบ่งปันความรู้สึกดี ๆ
    3. Encourage สนับสนุน เป็นกำลังใจ
    4. Be sincere จริงใจ

    ตัวอย่าง สมหญิง เลขาสาวจัดพิมพ์เอกสารเตรียมประชุมให้หัวหน้าแผนกได้อย่างเป็นระเบียบ สวยงาม พอหัวหน้าออกจากห้องประชุมก็ตรงไปหาสมหญิงที่โต๊ะทำงาน

    “(1) สมหญิง รายงานที่คุณทำให้ผมเมื่อซักครู่นี้เยี่ยมมาก โดยเฉพาะหัวข้อเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสินค้าของประเภทนั้นชัดเจนดี (2) ท่านประธานยังออกปากชมว่า เป็นการนำเสนอที่ชัดเจนดีมาก  (3) ผมเลยแจ้งในที่ประชุมว่าสมหญิงเป็นคนจัดทำขึ้นมา หัวหน้าแผนกทุกคนบอกอยากให้ฝ่ายบุคคลหาคนอย่างสมหญิงให้แผนกละคนเลยล่ะ”(4) หัวหน้ากล่าวพร้อมยิ้มจริงใจ (อันหลังนี่ไม่รู้จะทำเป็นคำพูดยังไงดี -_-“)

  • Macworld 2009


    จบไปแล้วครับ สำหรับ Macworld 2009 เปิดตัว 4 อย่างใหญ่ ๆ อันได้แก่

    1. iLife ’09
      1. iPhoto มาพร้อมฟังก์ชั่นใหม่ Faces, Places, Sync with Facebook & Flickr, Slide show theme ความสามารถในการค้นหาใบหน้า ทำได้น่าประทับใจ ส่วนตัวแผนที่ก็ใช้ได้ คิดว่าถ้าไม่มีหน้าที่เป็นหมุดปักแผนที่ให้คลิกแล้วกระโดดไปยังรูปได้เลย มันคงเป็นฟีเจอร์ที่ไม่มีอะไรเท่าไหร่ ส่วน Slide Show ก็อลังการดี แต่มีแบบให้เลือกน้อยไปหน่อย ส่วนการทำ Ken burns (ซูมภาพช้า ๆ เวลาทำสไลด์โชว์) โดยการใช้ระบบจับใบหน้าก็แจ๋วดี ระบบจับใบหน้ามีในกล้องดิจิตอลหลากหลายยี่ห้อมาเป็นปี ๆ แล้ว พอเห็นว่ามีใครซักคนจับมันมายัดลงโปรแกรม แล้วใช้พลังประมวลผลในเครื่องช่วยในการทำให้ชีวิตง่ายขึ้น อย่างทำ Smart Album ที่ดึงรูปทุกคนในครอบครัวมารวมกันได้ ก็รู้สึกทึ่งให้ไอเดีย
      2. iMovie ส่วนตัวคิดว่านี่คือสิ่งที่เจ๋งที่สุดของทั้งหมดในงาน ทั้ง ๆ ที่ตอนเห็นตัว iMovie เวอร์ชั่นที่แล้วก็งั้น ๆ พอเห็นเวอร์ชั่นนี้ เลยรู้ว่าไอ้ที่ออกมาก่อนหน้านั้นมันเป็นของที่ยังทำไม่เสร็จนี่เอง (จนต้องเปิดให้โหลดเวอร์ชั่นเก่ามาใช้ฟรี) พอเจอเวอร์ชั่นนี้เข้าไป เห็นแล้วอยากใช้เลย ทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้จะตัดต่ออะไรดี ว่าแต่ว่าดูท่าทางจะใช้พลังประมวลหนักสุด ๆ (ที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะตอนพรีเซ็นต์นั่นมัน Mac Pro รุ่น 8-core หรือเปล่าครับเนี่ย)
      3. Garage Band แอปเปิลนี่น่าจะเป็นคนที่หากินกับออนไลน์คอนเทนต์เก่งสุดแล้วมั๊ง เมื่อหลายปีก่อน พี่ชายกับน้องต้องแวะไปตามร้านวีดีโอ(จำชื่อไม่ได้) ที่จะอัดวีดีโอสอนเล่นดนตรีขายโดยเฉพาะ ซื้อมาดู ม้วนละหลายร้อยอยู่ วันนี้นอนอยู่บ้านกดสองสามคลิกก็มีคนดัง ๆ มาสอนถึงที่ คิดว่ายอดโหลดคงไม่ถล่มทลาย แต่ส่วนตัวคิดว่ามันดีกับวงการดนตรีครับ ว่าแต่อีตาคนสอนที่แถมมานี่มันเล่นได้หลายอย่างจังเลยฟะ
      4. iWeb (ข้อมูลในเว็บ) เพิ่มตัว Widget เข้ามาซึ่งก็เป็นอันเด็ดทีเดียวนับว่าโอเค แต่อัพเดทไม่มากนัก
      5. iDVD เหมือนถูกลืม ส่วนที่เจ๋งสุดของ iDVD คือ Theme ที่ความสวยงามทิ้งห่างคนอื่น ๆ ในตลาดไม่เห็นฝุ่น แต่บนเว็บไม่มีรูป Theme ใหม่ ๆ ให้ดูเลย ดังนั้นเลยไม่แน่ใจว่าจะมีมาเพิ่มหรือเปล่า (ของตัวเวอร์ชั่นที่แล้วไม่ค่อยโดนนะครับแอปเปิล)

      สรุปคร่าว ๆ ว่าตัว iLife อัพเดทน้อย ถ้าแถมมาคงดี แต่ลงทุนซื้อคงไม่ค่อยคุ้มเงินเท่าไหร่ เซ็งสุดคือเครื่องซื้อก่อนหน้านั้นไม่ถึงสัปดาห์ แต่ไม่ได้รับการอัพเดทฟรี เฮ้อ

    2. iWork ’09 ตัวออฟฟิศใหม่ คราวที่แล้วเพิ่ม Numbers เข้ามา ครั้งนี้มีการเปลี่ยนแปลงนิด ๆ หน่อย ๆ
      1. Keynotes เพิ่มตัวเอฟเฟ็คต์ต่าง ๆ Magic Move เห็นหลายครั้งแล้วใน Keynotes ที่ผ่าน ๆ มา ยังคิดว่าขยันตั้งค่าให้จังเลย พอเห็นวิธีอิมพลีเมนต์แล้วยอมรับเลย แอปเปิลฉลาดในการทำให้มันง่าย ๆ อ้อ เอฟเฟ็กต์ Anagram ก็แจ๋ว แต่โดยรวมแล้วส่วนตัวก็งั้น ๆ อาจเพราะตัว Keynote มันค่อนข้างจะมีฟีเจอร์ครบแล้ว
      2. Pages ตัวนี้แอปเปิลเพิ่มฟีเจอร์ต่าง ๆ เหมือนเพื่อให้ครบ ๆ เท่าทันกับ Word Processing ในท้องตลาด ที่คิดว่ามีประโยชน์สุดก็ตัวสร้างจดหมายเวียนจากตารางใน Numbers (ซึ่ง Word Processing ตัวอื่นมีมาตั้งแต่มะโว้) ส่วนตัว Mathtype สำหรับเขียนสัญลักษณ์คณิตศาสตร์ น่าจะเพิ่มฟีเจอร์นี้ลงใน Pages เลย เพราะลูกค้าที่อยู่ในกลุ่มการศึกษาของแอปเปิลเยอะมาก (และเจ้าอื่นบนวินโดวส์ก็มีมานานแล้ว)
      3. Numbers คราวที่แล้วออกมา ด้อยกว่า Excel เยอะมาก ดีที่มีหน้าตางาม ๆ ตามสไตล์แอปเปิลมาเพิ่ม สิ่งที่ดีที่สุดในตัวใหม่นี้คือเกี่ยวกับ error bar, trend ใน กราฟที่น่าจะมีประโยชน์ที่เหลือก็เพิ่มมาให้ครบถ้วน และแข่งขันในตลาดได้ดีขึ้น
      4. iWork.com ดู ๆ แล้วส่วนนี้น่าจะเป็นไฮไลท์ที่น่าจะคุ้มค่าแก่การอัพเดท แต่คิดว่าฟีเจอร์ยังขาด ๆ อยู่ อย่างความสามารถในการแก้ไขออนไลน์ร่วมกันได้ (หวังมากไปหรือเปล่าหว่า) หรืออย่างถ้าเป็น Keynote น่าจะสามารถพรีเซ็นต์งานได้จาก Browser เลยน่าจะทำให้รู้สึกว่าการอัพเกรดคุ้มค่าขึ้น อ๊ะลืมไปมันคิดตังค์นี่ อืม … ถ้าฟีเจอร์แค่นี้คิดว่าคนใช้คงไม่เข้าเป้า (ต้องซื้อ iWork แถมยังต้องมาจ่ายค่าใช้งานบริการเว็บอีก)
    3. iTunes + สวรรค์สำหรับนักฟังเพลง เวลาพิสูจน์แล้วว่า DRM เป็นของแสลงสำหรับตลาดนี้ การส่งมอบประสบการณ์การซื้อเพลงและนำเพลงติดตัวไปด้วยนั่นต่างหากที่ผู้บริโภคต้องการ ไม่ใช่ข้อจำกัดหยุมหยิมที่คอยกวนใจคนใช้ของถูกลิขสิทธิ์ ไชโย
    4. Macbook 17″ Unibody ส่วนตัวแล้วเฉย ๆ เพราะคิดว่าตัวนี้หนักเกินไป กรณีของแบตที่ใช้ได้นาน 8 ชั่วโมงกับ Cycle การชาร์จ 1000 รอบนับว่าดีมีประโยชน์ หลายคนยี้กับการที่เปลี่ยนแบตด้วยตัวเองไม่ได้ นี่คงแล้วแต่คน บังเอิญผมไม่ใช่คนชอบแบกแบตอีกก้อน นอกจากมันหนักแล้วมันก็แพงด้วย ดังนั้นจึงไม่คิดว่ามันเป็นปัญหา

    ทั้งหมดทั้งสิ้นคิดว่าประทับใจ  iMovie ในแง่การออกแบบโปรแกรมตัดต่อภาพยนตร์ที่แตกต่างกับตัวอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ (คนที่พรีเซ็นต์ iMovie คือวิศวกรคนทำ iMovie และเป็นคนสร้าง Premiere ด้วย) รองลงมาคือ ระบบจับใบหน้าของ iPhoto ที่เหลือก็งั้น ๆ ใครยังไม่มีก็คุ้มค่าแก่การซื้อ แต่ไม่คุ้มค่าแก่การลงทุนเพื่ออัพเกรดเท่าไหร่

  • MacWorld 2009 Keynote Download

    ไฟล์  Macworld 2009 Keynote เปิดให้โหลดแล้ว (เปิดตัว iLife ’09, iWork ’09 + iWork.com, Macbook Pro 17″ Unibody + iTunes with DRM Free)

    ส่วนความคิดเห็นส่วนตัวเดี๋ยวมาโพสต์อีกที

  • ช่างคุยกับเสวนาประชาชาติธุรกิจ

    ปีที่แล้วแนะนำงานเสวนาของประชาชาติธุรกิจที่มีคุณธนา คุณโชค และคุณพาที มาคุยเรื่องธุรกิจให้ฟัง ที่ Changkui (ช่างคุย) ครั้งนี้มีมาอีกแล้วครับ มีหลาย ๆ อันสนุกและน่าสนใจ ส่วนตัวชอบที่คุณหนุ่มเมืองจันทร์คุยกับคุณประภาส ชลศรานนท์ ที่สุด ลองฟังดูครับ เป็น ชั่วโมงครึ่งที่คุ้มค่าอย่างแรง

    ส่วนของงานประชาชาติทั้งหมดมีดังนี้

    1. รายการช่างคุย ตอนที่ 107 คุยกับคุณอนุพงษ์ อัศวโภคิน เจ้าของ Asian Properties เรื่องการฝ่าวิกฤติ ช่วงนี้สนุกดี พอได้ฟังเรื่องที่ไม่ค่อยคุ้นเคย (ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์) ก็รู้สึกตื่นเต้นไปกับธุรกิจขนาดเบ้ง ๆ แบบนั้น
    2. รายการช่างคุย ตอนที่ 108 คุยกับคุณปัทมา จันทรักษ์ กรรมการผู้จัดการ Microsoft Thailand เรื่องการฝ่าวิกฤติเช่นกัน ส่วนตัวคิดว่าคุณปัทมาพูดมีประโยชน์ แต่ไม่มันเท่าไหร่
    3. รายการหนุ่มเมืองจันทร์ ตอนที่ 15, 16, 17 คุยกับ คุณวรวิทย์ ศิริพากย์ แห่ง สปา”ปัญญ์ปุริ” และคุณอิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์ แห่งสาหร่ายยี่ห้อ “เถ้าแก่น้อย” ฟังเรื่องราวของคนหนุ่มที่ประสบความสำเร็จ ไม่ค่อยคมคาย แต่ก็จุดไฟให้คุท่วมได้
    4. รายการหนุ่มเมืองจันทร์ ตอนที่ 18 คุยกับ ดร.สิงห์ อินทรชูโต อาจารย์ผู้สอน ด้านการออกแบบของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเป็นเจ้าของธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้วัสดุเหลือใช้ ใครเป็นคนสายสิ่งแวดล้อมฟังแล้วคงเร้าใจอย่างแรง
    5. รายการหนุ่มเมืองจันทร์ ตอนที่ 19 คุยกับ คุณประภาส ชลศรานนท์ พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง

    บังเอิญไม่สามารถสร้างลิงค์ที่เข้าถึงแต่ละ Post ของ Podcast นั้น ๆ ได้โดยตรง คงต้องให้ไปไล่หาเอาเองจากในช่องรายการที่ทำลิงค์ให้ (มองในแง่ดี เผื่อจะเจออันอื่นที่อยากฟังด้วย) ทั้งหมดนี้แนะนำสำหรับคนที่สนใจเรื่องธุรกิจและแสวงหาแรงบันดาลใจ

  • New Macbook and Macbook Pro

    New Macbook (Aluminum)

    ชอบ
    + วัสดุอะลูมินั่ม พร้อมระบบการผลิตแบบใหม่ที่แข็งแรงและเบากว่าเดิม
    + เบาขึ้น 2 ขีด ยอดเยี่ยม (กลายเป็นต่างกับ MB Air แค่ 7 ขีดแล้ว)
    + การ์ดจอใหม่ Geforce 9400M เร็วกว่าเดิม 5 เท่า (ตามKeynote)
    + CPU Penryn ประหยัดไฟขึ้น Cache มากขึ้นและ FSB ที่ 1066 MHz
    + HDD ใหญ่ขึ้น ซึ่งดีมาก (จริง ๆ ที่กับรุ่นเก่า แต่เมื่อเทียบกับ iBook ที่ใช้อยู่มันมากขึ้นโขอยู่)
    + RAM DDR3 2 GB (ตัว top ของ Macbook น่าจะให้ 4 GB มาเลย)
    + เปลี่ยนแบตและฮาร์ดดิสก์ได้ง่าย
    + TrackPad ที่ดูว่าน่าจะใช้งานได้สะดวกขึ้น (ต้องลองใช้ดูก่อนถึงฟันธงได้)
    + จอ LED สว่างและประหยัดไฟขึ้น
    + ขอบจอดำ ใครว่าไม่สวย ผมว่าสวย และคิดว่าทำให้ตัว Hardware เข้ากับ Software ได้ดีขึ้น
    + iSight ที่ซ่อนได้เนียนสวยงาม
    + ช่องลมหายใจ (ไฟ LED ที่กระพริบเวลา Sleep เปลี่ยนเป็นขีด (เอ๊ะหรือเป็นขีดนานแล้ว บังเอิญใช้ iBook รุ่นเก่าอยู่) ซึ่งผมว่าสวยดี
    + คีย์บอร์ดเรืองแสง เคยใช้งานเล่น ๆ บน Macbook Pro แล้ว ผมว่าไม่ค่อยมีประโยชน์ แต่ชอบเป็นการส่วนตัว มันเท่ห์ดี ส่วนที่ได้ประโยชน์จริง ๆ น่าจะเป็นระบบ Dim จอ ตามสภาพแสง

    ไม่ชอบ
    – จอ Glossy
    – ตัดพอร์ต Firewire 400
    – ต้องมีตัวแปลงสำหรับ VGA (น่าจะแถมมา สำหรับรุ่น Top ของ Macbook และ Macbook Pro ทุกรุ่น)
    – Trackpad ที่ไม่แน่ใจว่าจะสามารถใช้มือขวาเลื่อนเมาส์ และมือซ้ายกดเพื่อคลิกตามความเคยชินเดิมได้หรือไม่
    – แพงขึ้น (สำหรับรุ่น Top จาก 1499 เป็น 1599)
    – กระจกรอบจอที่ต้องมาลุ้นกันหน่อยว่า จะขูดขีดง่ายไหม รวมทั้งแม้ว่าตัวถึงเป็น Aluminum แล้ว แต่กระจกอันใหญ่ขนาดนั้น จะร้าวหรือแตกง่ายแค่ไหน
    – สีดำที่อยู่ตรงแกนหมุนของเครื่อง ที่เวลาปิดฝาแล้วมองจากด้านหลังจะเห็น ไม่ค่อยชอบอยากให้เป็น Alu ด้วย

    จากที่เคยบอกว่าอาจจะสอย Macbook Air ตอนนี้เปลี่ยนใจมาเป็น Macbook ตัว 2.4 แล้วครับ น้ำหนักเบาขึ้น ขนาดพอเหมาะ และ ราคาไม่แพงจนเกินไป คาดว่าจะปลดระวาง iBook เร็ว ๆ นี้ : ) (เพราะครบ 3 ปี ตามเวลาที่ตั้งใจแล้ว)

    วัดกันน้ำหนักต่อน้ำหนัก
    Macbook Air 1.36 กก. + Macbook Air SuperDrive 0.32 กก. รวมเป็น 1.68
    Macbook (late 2008) 2.04 กก.
    ดังนั้นน้ำหนักต่างกันเป็น 2.04 – 1.68 = 0.36 กก. หรือประมาณ 3 ขีดครึ่ง ดังนั้นจึงคิดว่า Macbook น่าจะคุ้มกว่า ยิ่งถ้าเทียบกับ Macbook Pro ตัวใหม่ที่ 2.5 (อย่างหนัก >_< )

    อ้อ เกือบลืม โหลด Keynote ไปดูได้ที่นี่ครับ

  • การตอบโต้ของ PC : I’m a PC

    คนส่วนใหญ่คงเคยเห็น Get a mac ของ Apple ที่มุ่งโจมตี Microsoft และ windows มาโดยตลอด (โดยเฉพาะ Vista ที่โดนหนักเป็นพิเศษ ซึ่งจริง ๆ ส่วนวตัวผมว่า Vista มันดีกว่า XP เยอะนะครับ) แน่นอนว่า ตัวแคมเปญ Get a Mac ก็ใช่ว่าทุกคนจะรักมัน หลายอันก็ดูไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไหร่ แต่แน่นอนในแง่การตลาดแล้วก็ถือว่าได้ผลมากทีเดียว เข้าใจง่าย และเปรียบเทียบได้เห็นภาพดี (ผมยังเคยเขียนถึงเลย  แม้ว่าหลังจากวันนั้นจนวันนี้ Apple จะออกตามมาอีกเยอะ แต่ผมว่าอันที่เคยเขียนถึง (Trust Mac) ฮาสุดแล้ว)
    สำหรับฝั่ง Windows หลังโดนมานานก็ถึงช่วงเอาคืนทีแรกที่ออกมาให้คนทั้งโลกงงเต็ก กับโฆษณาชุดนี้ ซึ่งผมดูทีแรกก็ไม่เข้าใจ คิดว่าเพราะแปลไม่ค่อยออก แต่จริง ๆ แล้วทั้งโลกเค้าก็งงกันทั้งนั้น

    แล้วเมื่อวาน Microsoft ก็ยิงแคมเปญ I’m a PC [Video 1] [Video 2] [Video 3] ซึ่งผมรู้สึกชอบมาก คิดว่าพอ ๆ กับตอนที่เห็น Get a Mac ครั้งแรกเลย เมื่อ Apple อาจจะสร้างระบบที่มีความปลอดภัยและเสถียรภาพสูง แต่ Apple ก็ปิดกั้นและต้องการควบคุมทุกอย่างในระบบในอยู่ในมือของตัวเอง (ตัวอย่างชัดเจนที่สุดอย่างเพลงใน iTunes หรือ App ใน iTunes App Store) Microsoft จึงเลือกจุดนี้มาโจมตีด้วยแคมเปญใหญ่ที่ชื่อว่า Life without Walls โดยแบ่งแพลตฟอร์มของตัวเองเป็น PC – Mobile – Live ซึ่งสามารถทำงานเชื่อมต่อร่วมกันเป็นอย่างดี แล้วส่งคนมากมายออกมาบอกว่า “ผมรู้คุณก็ใช้” (คุ้น ๆ เนอะ) และที่เด็ดกว่านั้่นคือเชิญชวนคนมาร่วมกันเป็น I’m a PC โดยการอัดวีดีโอแล้วส่งขึ้นเว็บไซต์ จากนั้นคุณอาจจะได้ปรากฎตัวอยู่บนจอวีดีโอใหญ่ยักษ์กลาง Time Square ซึ่งเป็นโฆษณาที่สร้างส่วนร่วมกับผู้คนได้เป็นอย่างดี ลองเล่นได้ที่นี่

    ปล. ผมว่าขัดแย้งหน่อยที่ต้องดูด้วย silverlight (ไหนว่า Without Walls ฟะ)

  • ไวรัส

    “เดี๋ยวนี้เครื่องโน้ตบุ๊คมันช้า ๆ แล้วล่ะ เห็นช่างเค้าว่ามีไวรัส พระก็ไม่กล้าซ่อมเอง กลัวฆ่าไวรัสแล้วเป็นบาป”

    พระวินัยธรชาติ กิตติธโร
    หนึ่งในพระทีมงาน ธรรมมะเดลิเวอรี่

  • Olympic London 2012 Logo

    Olympic Emblem

    เอาหน้าตาของโลโก้โอลิมปิกครั้งที่ผ่าน ๆ มามาให้ดู ผมค่อนข้างชอบโลโก้ของงานโอลิมปิกที่จีนค่อนข้างมาก คิดว่าข้อได้เปรียบอย่างนึงที่จีนเหนือกว่าหลาย ๆ ประเทศที่เคยจัดมาคือ ความเข้มแข็งของวัฒนธรรม จีนมีอารยธรรมที่ยาวนาน จนมีวัฒนธรรมที่มีความเฉพาะตัวสูงมาก หลาย ๆ อย่างเห็นปุ๊บรู้ทันทีว่าเป็นของจีน ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างเช่น อักษรจีน พู่กันจีน อาคารทรงจีน แม้แต่สีแบบจีน ๆ (แดงแจ๋) ดังนั้นพอจะทำอะไรซักอย่างจึงสามารถทำได้อย่างชัดเจน อย่างเช่นโลโก้ของงานโอลิมปิกครั้งนี้ที่ออกมาหน้าตาแบบนี้

    เห็นครั้งแรกผมว่าคนคิดตอบโจทย์ได้ดีเหลือเกิน อาจจะด้วยว่ามีความคุ้นเคยกับวัฒนธรรมจีนพอสมควร พอมองปราดเดียวก็รู้เลยว่า นี่มันเป็นการเลียนแบบตราประทับลงชื่อของจีน แล้วเอาอักษรของคำว่าปักกิ่งมาบิดให้กลายเป็นคนในตราประทับอีกที แล้วเขียนอักษรด้วย Type Face แบบพู่กันจีน ทั้งหมดนี้ดูมีความหมายและหนักแน่นในส่วนของวัฒนธรรมจีนอย่างมาก น่าทึ่งเหลือเกิน

    ด้วยความสงสัยเลยค้นโลโก้ของงาน London 2012 ที่จะจัดขึ้นในอีก 4 ปีข้างหน้านี้ แล้วพบว่ามันมีหน้าตาอย่างนี้

    ในทีแรกผมว่ามันอุบาทว์อย่างที่ใคร ๆ คิดนั่นล่ะครับ แถมมารู้อีกว่าไอ้โลโก้สีแปร๋นนี้มันราคา 25 ล้านบาท ก็แทบลมใส่ และคิดในใจว่า ใครมันโง่จ่าย (วะ)
    แต่ความคิดของผมก็เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อแวะไปในหน้าเว็บของผู้ออกแบบ คุณ Wolff Olins ผมเริ่มค่อย ๆ เข้าใจขึ้นมาทีละนิดในแต่ละคลิก (โอ้โห ฟังดูดราม่ามาก) และรู้สึกทึ่งไปกับความคิดของผู้สร้างขึ้นมาทีละน้อย

    อย่างแรกที่สังเกตุได้คือ การออกแบบครั้งนี้ใช้สีฉูดฉาดกว่าปกติ แถมสีที่เลือกเป็นสี M100 กับ C 100 ซึ่งถือว่าเป็นสี เด็กแนว ในพ.ศ.นี้ เป็นสีที่นิยมใช้กันในเว็บไซต์ รวมถึงงานสิ่งพิมพ์ใหม่ ๆ ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งที่เลือกแบบนี้ผู้ออกแบบบอกว่า เพื่อดึงคนที่อายุไม่มากนักให้มาสนใจงานโอลิมปิกมากกว่าเน้นให้เป็นเทศกาลอันศักดิ์สิทธิ์

    จากนั้นพอผมย้อนดูผลงานเก่า ๆ ของคุณ Wolff มาก ๆ เข้าก็เข้าใจว่า หลาย ๆ ครั้งงานออกแบบของเค้าไม่ได้เป็นแค่การออกแบบโลโก้ แต่เป็นการออกแบบ Brand แบบรอบด้าน อย่างเช่น นอกจาก โลโก้ Sony Ericsson จะถูกออกแบบขึ้นมาแล้ว มันยังถูกกำหนดแนวทางการใช้งาน และการวางตัวอักษร (ซึ่งรวมถึง type face ของ Font และ การวางตำแหน่งของอักษรอย่างคล้องจองกัน) และอื่น ๆ อีกมากมาย อีกด้วย

    แล้วพอกลับมาดูเว็บหน้าที่พูดถึงการออกแบบโลโก้โอลิมปิกผมเลยเห็นอะไรบางอย่าง ดูจากภาพนี้ครับ

    อย่างนึงที่น่าสนใจคือ โลโก้มันค่อนข้างจะเป็นลักษณะของ form ในแบบ Universal คือมันเอาไปทำอะไรได้หลายอย่าง โดยที่ยังอยู่ใน Theme ของงาน อย่างทำกำแพงเป็นลายเหลี่ยม ๆ สีสันฉูดฉาด ทำเสื้อ ถุงผ้า ทำนั่นทำนี่ มองปราดเดียวก็รู้ว่านี่มันงานโอลิมปิกนี่ แถมในโลโก้ยังเปลี่ยนสีไปมา สีอะไรก็ได้ (หรือแม้กระทั่งข้างในเป็นรูปถ่าย) เพราะสิ่งที่เป็นแกนหลักของ Brand คือรูปทรงและโทนของสีสัน ไม่ใช่ตัวโลโก้แบบเป๊ะ ๆ

    พอเห็นแบบนี้ผมรู้สึกทึ่งไปกับการออกแบบพอสมควร หากโจทย์คือการปรับมุมมองของโอลิมปิกให้กลายเป็นกีฬาสำหรับทุกคน ผมว่านี่เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นที่ดี ต่อไปนี้อยู่ที่ฝีมือของทีมจัดงานแล้วว่าจะทำอย่างไรให้ทุกอย่างสอดคล้อง ส่งเสริมกัน และกลายเป็นงานที่เชิดหน้าชูตาอังกฤษบนเวทีโลกอย่างเต็มภาคภูมิ เหมือนอย่างที่โอลิมปิก 2008 ได้เปิดตัวจีนอย่างสมศักดิ์ศรีในปีนี้

    ตอนนี้กลายเป็นผมมาคอยภาวนาว่า คณะกรรมการอย่าได้ยอมฟังกระแสของคนคัดค้านจนยอมเปลี่ยนโลโก้นะครับ ผมอยากเห็นการใช้งานโลโก้นี้ในงานอีก 4 ปีข้างหน้าชะมัด อยากรู้ว่าจะทำได้ดีแค่ไหน แล้วถ้าถึงตอนนั้นผมยังเขียนบล็อก คงได้มา Post ว่าถูกใจหรือผิดหวังอย่างไร

    ปล. มีใครดูออกไหมว่า โลโก้นี้มันเป็นรูปอะไร ผมใช้เวลาดูอยู่ 2 ชั่วโมง จนพบว่ามันคือเลข 2012

  • The Last Guy Rules!!

    วีดีโอแนะนำบริษัทและเปิดตัวเกม The Last Guy ของบริษัท Hindustan Electronics Co.เป็นเกมบน PS3 ซึ่งเปิดตัวได้แนวมาก ขอแนะนำ 

    นี่มันอะไรกัน คนอินเดีย – แกงกะหรี่ – เครื่องคอมพ์โบราณ – เครื่องคิดเลขแม่ค้า – เทือกเขาหิมาลัย – การนั่งทำสมาธิ – มนุษย์ปลาหมึก – แพะ!

    ทำไมต้องมีแพะฟะ!?

  • เพิ่ม Driver SATA HDD ลงในแผ่น Set up Windows XP

    Windows XP ตัวเก่า ๆ มักจะไม่สามารถติดตั้งลงในเครื่องรุ่นใหม่ ๆ ได้ โดยเฉพาะเครื่อง Notebook ที่ใช้ SATA Controller ซึ่งพอติดตั้ง ระบบจะแจ้งว่าหา Hard Disk ไม่เจอ โดยปกติเราสามารถดาวน์โหลดไดร์เวอร์จาก Intel มาแล้วติดตั้งลงใน Floppy Disk จากนั้นกด F6 เวลาบูตแล้วเลือกไปที่ Drive A เพื่อโหลดไดรเวอร์ตัวล่าสุดเข้าไป แต่ปัญหาคือ Notebook ปัจจุบันไม่มี Floppy Disk แล้ว ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องหาวิธีการยัด Driver ตัวดังกล่าวเข้าไปในแผ่น Set up เลย ค้นไปค้นมา เจอวิธีดังนี

    1. โหลดไดร์เวอร์ล่าสุดจาก Intel ที่เป็นตัวที่เรียกว่า 32-bit Floppy Configuration Utility for Intel Matrix Storage Manager ตัวล่าสุด ณ วันนี้โหลดได้ ที่นี่ (รู้สึกจะมี ICH7 ICH8 ICH9)
    2. โหลดโปรแกรม n-lite มาติดตั้งที่เครื่อง
    3. copy ไฟล์ทั้งหมดจากแผ่น setup Windows มาลงไว้ในไดเรคทอรี่ใดก็ได้ในเครื่อง
    4. เปิดโปรแกรม n-lite จากนั้นเลือกไฟล์ Setup Windows จากที่เราก๊อปปี้มา
    5. หน้าต่อมา ที่หัวข้อว่า Presets ให้กดข้ามไป
    6. กดคำว่า Drivers และคำว่า Bootable ISO ให้เป็นสีเขียว แล้วกด Next
    7. กด Insert เลือก Single Driver แล้วเลือกไปยังไฟล์ iaAHCI.inf จากไดรเวอร์ที่โหลดมาจาก Intel
    8. เลือกไดรเวอร์ที่ต้องการลง เราสามารถเลือกลงหลาย ๆ ตัวได้โดยการกด Ctrl ค้างไว้ ถ้าไม่แน่ใจให้เลือกหมดเลย แต่ถ้ารู้ก็เลือกเฉพาะตัวที่ต้องการก็ได้ แล้วกด OK
    9. กด Next แล้วกด Yes เพื่อ Start Process แล้วรอซักครู่ จากนั้นกด Next
    10. จากนั้น ใส่แผ่นเปล่าเข้าไปใน CD-Writer แล้วเลือก Mode เป็น Direct Disc แล้วกดปุ่ม Burn
    11. หากเรียกไดรเวอร์มาถูกตัว จะสามารถใช้แผ่นนี้ติดตั้งได้ทันที : )