Category: Recommended

  • ความงามอันสัมบูรณ์

    -1-
    ระหว่างสนทนากันในมื้ออาหารครั้งหนึ่ง ขณะถกกันเรื่องเทคโนโลยีศัลยกรรมเพื่อความงามในปัจจุบัน เพื่อนหญิงคนหนึ่งแสดงความคิดเห็นขึ้นกลางวงว่า

    ผู้หญิงที่เคยสวยมากเมื่อหลายปีก่อน กำลังสวย”น้อยลง” เนื่องมาจากการที่คนทั่ว ๆ ไปสวยขึ้นจากการศัลยกรรม

    นำมาซึ่งข้อสงสัยสำหรับผมว่า ความสวยนั้นเป็นสิ่ง สัมพัทธ์ หรือ สัมบูรณ์ กันแน่

    ตะเกียบจะยาวหรือสั้น ขึ้นกับว่าตะเกียบถูกเทียบกับไม้จิ้มฟัน หรือ กระบอง นั่นเองคือสัมพัทธ์
    ขณะที่สัมบูรณ์คือความหมายหมดจรด เบ็ดเสร็จ ไม่จำเป็นต้องนิยามด้วยการเปรียบเทียบกับสิ่งไหน

    จำไม่ได้ว่าวันนั้นข้อคิดเห็นจบลงอย่างไร แต่เพื่อนหญิงกล่าวว่า ความงามนั้นน่าจะลดลงเนื่องจากความเคยชินของคนมอง และแปรผกผันกับความสวยของคนรอบข้าง ที่เพิ่มความเร่งขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญตามคมมีดของหมอแต่ละคน

    -2-
    วันนี้อ่านเจอเรื่องเล่าจากหนังสือ “ระยะทางอันห่างใกล้” ของคุณนิ้วกลมและคุณพิมปาย เป็นเรื่องเล่าจากเทือกเขาหิมาลัย ในบ้านของคนที่อาศัยในเทือกเขาที่เรียกได้ว่ามีเสน่ห์ที่สุดในโลกนั้น กลับมีปฎิทินรูปเทือกเขาในสวิสเซอร์แลนด์แขวนไว้ เออหนอคนเรา อยู่ใกล้หิมาลัย แต่ใจกลับอยู่ที่สวิสเซอร์แลนด์ คุณนิ้วกลมตั้งคำถามขึ้นมาว่า

    “คนที่นี่(หิมาลัย) จะเห็นว่าวิวแบบนี้สวยไหม”

    หากมีสมการความสวย ค่าความสวยกับความใกล้ชิด ค่าความสวยกับความเคยชิน จะแปรผกผันกันไหม
    ยิ่งใกล้ชิดมากเท่าไหร่ ยิ่งเห็นว่าสวยน้อยลง
    ยิ่งเคยชินกับสิ่งนั้นมากแค่ไหน ก็ยิ่งเห็นว่ามันช่างสามัญธรรมดา

    -3-
    ความคิดทบทวนย้อนไปยังคำกล่าวที่ว่า

    “beauty lies in the eyes of the beholder”
    ความสวยนั้นขึ้นกับสายตาที่มอง

    ท้ายสุดแล้วผมเห็นด้วยแล้วว่าความสวยนั้นสัมพัทธ์จริง แต่ความสวยของคนคนนั้นไม่ได้สัมพัทธ์กับคนรอบ ๆ ตัวเธอ หากแต่สัมพัทธ์กับสายตาของคนมองต่างหาก ดังนั้นด้วยความสวยที่ทวีขึ้นของคนรอบข้าง หากสร้างความเคยชินให้กับมอง เขาก็ย่อมเห็นเธอคนนั้นสวยน้อยลงเป็นธรรมดา

    อย่างไรก็ดีความสวยนั้นก็ไม่ได้อยู่เพียงภายนอกเท่านั้น

    สายตาที่มองเห็นแต่ความสวยภายนอกโดยละเลยความงามภายใน นั่นเป็นเพียงสายตาอันโง่เขลาเท่านั้น

    เพราะความงามภายในนั้นสัมบูรณ์ และถูกสร้างขึ้นโดยเจ้าของเท่านั้น มีดหมอไม่เกี่ยว

  • เปลือยญี่ปุ่น

    เป็นงานเขียนของผมที่ส่งไปประกวด และได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารท้องถิ่น เมื่อซัก 2-3 ปีที่แล้ว ปัจจุบันนิตยสารดังกล่าวหยุดพิมพ์แล้ว (สงสัยเนื่องจากบรรณาธิการต้องไปเลี้ยงลูก ; ) ) ค้น ๆ ไปเจอเข้าในเครื่อง เลยเอามาลงขัดตาทัพไปก่อน เพราะช่วงนี้เก็บตัวอ่านหนังสือสอบมิดเทอมอยู่

    เมืองทาคายาม่าเป็นเมืองเล็ก ๆ ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา ในประเทศญี่ปุ่น ถ้าโตเกียวเปรียบได้กับกรุงเทพ เกียวโตเปรียบได้กับอยุธยา เมืองทาคายาม่าคงเปรียบได้กับแม่ฮ่องสอน

    จริง ๆ แล้วปลายเดือนมีนาคมที่ทาคายาม่าน่าจะร้อนแล้ว แต่ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ ตอนนี้หิมะตก อุณหภูมิอ่านค่าได้ -1 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่เหมาะกับคนไทยเขตร้อนเช่นผมอย่างยิ่ง แม้ว่าสวมเสื้อสามตัวแล้ว ขนแขนยังลุกเป็นระยะ ๆ ตลอดทาง

    หลายคนกล่าวไว้ว่ามาญี่ปุ่นแล้ว ต้องหาโอกาสลองแช่บ่อน้ำร้อนกลางแจ้ง หรือที่เรียกกันในภาษาญี่ปุ่นว่า ออนเซ็น ดูซักครั้ง เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ประกอบขึ้นมาจากหมู่เกาะ และมีภูเขาไฟมากมาย ทำให้เกิดบ่อน้ำร้อนธรรมชาติทั่วเกาะเต็มไปหมด ชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่า การได้แช่ออนเซ็นจะทำให้ร่างกายสดชื่นด้วยอิทธิฤทธิ์ของแร่ที่อยู่ในน้ำ ผมจึงตั้งใจว่า มาญี่ปุ่นคราวนี้ ออนเซ็นเป็นกิจกรรมระดับ “พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง!” แต่ชีวิตมันไม่ง่ายดายอย่างนั้น เมื่ออุปสรรคอันใหญ่เขื่องสำหรับชาวไทยอีสานอย่างผมคือ ผมไม่ได้เปลือยเปล่าต่อหน้าสาธารณชนเป็นเวลานานหลายสิบปีแล้วนี่สิ

    ผมเข้าถึงที่พักในตอนบ่าย ในห้องพักมีชุดคลุมอาบน้ำญี่ปุ่น หรือที่เรียกว่ายูกาตะ พับไว้อย่างสวยงาม วางคู่กับผ้าเช็ดตัวขนาดเล็ก ๆ หนึ่งผืน เอกสารแนะนำเรื่องการใช้บริการออนเซ็น ซึ่งสรุปสั้น ๆ ได้ว่า ในการแช่บ่อน้ำร้อน ตามมารยาทแล้วห้ามสวมเสื้อผ้าโดยเด็ดขาด ต้องอาบน้ำให้เนื้อตัวสะอาดก่อนลงแช่ในบ่อ ซึ่งสบู่แชมพูมีบริการพร้อมแล้วที่ห้องอาบน้ำ ไม่จำเป็นต้องถือไป ผ้าเช็ดตัวที่วางไว้ใช้สำหรับถูตัวเวลาอาบน้ำ และที่สำคัญห้ามแช่นานเกินไป เพราะอาจเป็นอันตรายได้

    หลังจากศึกษาวิธีเป็นอย่างดี ผมเลือกเปลี่ยนให้เหลือยูกาตะเพียงชิ้นเดียว นัยว่าจะได้ตัดความประหม่าเวลาต้องถอดนั่นถอดนี่ต่อหน้าคนอื่น หลังจากนั้นก็หยิบผ้าเช็ดตัวผืนเล็กนั้น พาดบ่ามาด้วยก่อนจะเดินออกจากห้องไป ระหว่างเดินไปยังบ่อน้ำร้อน ผมขนลุกเป็นระยะ ๆ ไม่แน่ใจเพราะความหนาวแทรกผ่านผ้าฝ้ายเข้ามากระทบผิวหนัง หรือเพราะต้องเดินสวนกับสาวญี่ปุ่นในสภาพหวิว ๆ ไร้ซึ่งอาภรณ์ที่รัดกุมกันแน่

    พอไปถึงที่บริเวณออนเซ็น ด้านหน้ามีบริการเครื่องดื่ม หนุ่มญี่ปุ่น 2-3 โต๊ะนั่งดื่มนมกันอยู่ เนื่องจากการแช่บ่อน้ำร้อนจะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมาก ดังนั้นตามคำแนะนำจากผู้รู้ว่า หลังจากจากแช่ออนเซ็นควรดื่มน้ำหรือนม จะทำให้ร่างกายรู้สึกดีเป็นพิเศษ พอเดินลึกเข้าไป ก็พบกับทางเข้าบ่อน้ำร้อน ซึ่งแยกเป็นฝั่งชายและหญิง ผมเลือกเดินเข้าทางฝั่งชาย แม้ใจอยากหลงเดินเข้าอีกฝั่งใจจะขาด

    เมื่อเดินเข้าไปถึงจะพบกับห้องแต่งตัว หลายคนเรียกว่าห้องทำใจ ผมเดินเข้ายืนแน่นิ่งอยู่หน้าตู้ล็อกเกอร์ พร้อมกับแอบมองไปยังน้องชายของคนอื่น ๆ ที่ต่างก็ออกมาลอยหน้าลอยตา เดินส่ายไปมากันขวักไขว่ ชาวไทยอีสานจับสายคาดชุดยูกาตะ พร้อมกับสะกดจิตตัวเองให้ปลดชุดออกแต่โดยดี ในเมื่อเห็นของคนอื่นแล้วก็ควรให้คนอื่นเห็นบ้างจะได้เสมอเหมือนกัน ว่าแล้วก็ปลดชุดยูกาตะ และก้มหน้าเดินเข้าไปยังห้องอาบน้ำโดยพลัน

    สภาพห้องอาบน้ำเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ ภายในก่อกำแพงแบ่งเป็นช่อง ๆ แต่ละช่องกว้างราว ๆ 2 เมตร พอมองเข้าไปจะพบเก้าอี้ไม้ตัวเล็ก ขนาดพอ ๆ กับเก้าอี้ซักผ้า ฝักบัว ถังไม้ ก๊อกน้ำ สบู่ และแชมพู ถูกวางเตรียมไว้อย่างดี ผมเลือกเดินเข้าช่องอาบน้ำอันหนึ่ง ลากเก้าอี้มานั่ง และแอบศึกษาวิธีการอาบน้ำของหนุ่มญี่ปุ่นอีกฟากที่กำลังอาบน้ำอย่างเมามัน ว่าคนญี่ปุ่นเค้าอาบน้ำกันอย่างไร หาได้มีจิตเป็นอื่นไม่ พอดูซักพักก็ถึงบางอ้อว่าถังไม้นั้นมีไว้เติมน้ำให้เต็ม เทสบู่เข้าไป นำผ้าเช็ดตัวผืนเล็กจุ่มลงแล้วนำมาขัดถูตัวให้สะอาด ทราบดังนั้นก็เลียนแบบให้ดูกลมกลืนในทันที

    ระหว่างที่กำลังนั่งขัดตัว ได้ยินเสียงแว่ว ๆ ของผู้หญิงมาจากช่องถัดไปอีก 2-3 ช่อง ด้วยอารามตกใจ ผมจึงชะเง้อไปดู (ครับ ถึงจะตกใจแต่ก็ไม่มุดหนีครับ) เห็นแล้วก็โล่งอกเมื่อพบว่าเป็นเด็กหญิงอายุ 3-4 ขวบกำลังอาบน้ำกับคุณพ่ออย่างสนุกสนาน โธ่… ดีใจ เอ้ย ตกใจหมด

    หลังจากขัดถูตัวเรียบร้อยก็ถึงนาทีของบ่อน้ำร้อน สภาพของห้องแช่บ่อน้ำร้อนเต็มไปด้วยไอน้ำ ทำให้เรามองเห็นคนอื่น ๆ ไม่ถนัดนัก ความรู้สึกขัดเขินก็ลดน้อยลง ตามคำแนะนำกล่าวว่าน้ำในบ่อร้อนสูงถึงเกือบ 50 องศา ซึ่งหากลงไปในทันทีอาจลวกร่างกายได้ง่าย ๆ ดังนั้นเวลาลงต้องค่อย ๆ หย่อนตัวลง ผมลองหย่อนขาลงไป พอโดนน้ำเข้าก็ต้องหันไปมองคนอื่น เพราะน้ำร้อนมากจริง ๆ แต่พอเห็นชาวบ้านเค้าแช่กันอย่างสบายอกสบายใจ ก็พอโล่งใจว่าคงไม่เป็นอันตราย พอลงไปแช่ทั้งตัว ร่างกายก็ค่อย ๆ ปรับตัวได้ และเริ่มรู้สึกถึงความปลอดโปร่งโล่งสบาย แช่ได้ซักพักเริ่มรู้สึกมั่นใจขึ้น จึงย้ายไปยังโซนบ่อน้ำร้อนกลางแจ้ง

    บริเวณกลางแจ้งเผยให้เห็นตัวเมืองจากมุมสูง แสงไฟระยิบระยับจากบ้านเรือนในทาคายาม่า บวกกับภูเขาที่ห้อมล้อม และหิมะที่กำลังโปรยปราย ทำให้ผมรู้สึกราวกับว่าได้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติอย่างแท้จริง นี่กระมังเหตุผลที่ห้ามไม่ให้สวมสิ่งใดไว้กับร่างกาย บรรยากาศทำเอาผมเคลิบเคลิ้มจนเกือบลืมว่าห้ามแช่นานเกินไป

    เมื่อปลุกตัวเองจากภวังค์ ผมจึงลุกกลับออกไปเพื่อแต่งตัวและเดินทางเข้าที่พัก เตรียมตัวสำหรับมื้อค่ำ ระหว่างที่เปิดประตูบานเลื่อนไปยังห้องทำใจที่ฝากเสื้อผ้าไว้ ผมหยุดหายใจไปสองวินาทีกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

    บรรยากาศโดยรอบเป็นชายหนุ่มญี่ปุ่นใหญ่น้อยเปลือยเปล่า บ้างก็แต่งตัว บ้างก็เก็บของ ซึ่งหลังจากแช่มาซักพักก็เริ่มชินตาแล้วว่ามันก็เหมือน ๆ กันกับของชาวไทยอย่างเรานี่แหละ แต่สิ่งที่ทำผมแทบช็อคคือคุณป้าแม่บ้านที่กำลังถูพื้นอยู่ตรงหน้าผมอย่างขะมักเขม้น ท่ามกลางเหล่าชายฉกรรจ์ไร้อาภรณ์อย่างไม่สะทกสะท้าน ขณะที่ผมกำลังยืนอึ้งกับเหตุการณ์ตรงหน้า มือข้างหนึ่งกำลังใช้ผ้าเช็ดตัวผืนเล็กประจำกายเช็ดผมอยู่ คุณป้าก็ทำท่าจะเงยหน้าขึ้นมามองว่าไอ้หนุ่มนี่ทำไมมันไม่เดินไปซักที วินาทีนั้นเองที่ระบบป้องกันตนเองของผมเริ่มทำงาน สมองสั่งการอย่างฉับไว ตรวจสอบหาอุปกรณ์ที่จะมาคั่นกลางระหว่างสายตาคุณป้ากับร่างกายผม ผม นึกได้ว่าในมือขวามีผ้าเช็ดตัวผืนเล็กคู่ใจอยู่ วินาทีนั้นเองคุณป้ากำลังเงยหน้าขึ้นมาแล้ว แย่แล้ว! ไม่ทันแล้ว ผมคงไม่สามารถย้ายมือที่เช็ดผมอยู่ไปปิดช่วงล่างได้ทัน เร็วเท่าความคิด ผมจึงเลื่อนผ้ามาปิดหน้าไว้แทน และเดินออกไปอย่างสง่าผ่าเผย

    พร้อมกระหยิ่มยิ้มย่องใจว่า เป็นวิธีป้องกันช่วงล่างที่หลักแหลมแยบยลจริง ๆ
    ปล. เสียใจกับหนุ่ม ๆ ด้วยที่บทความนี้ขึ้นต้นว่าเปลือยญี่ปุ่น แต่เนื้อเรื่องมีแต่ผู้ชายโป๊กับป้าแม่บ้าน 1 คน

  • The Five Messages Leaders Must Manage

    สัปดาห์ที่แล้วอาจารย์วิชา Organization Behavior (พฤติกรรมองค์กร) มีงานให้อ่านบทความ ของคุณ John Hamm ชื่อ The Five Messages Leaders Must Manage อ่านแล้วโดนหลายข้อ มาบล็อกเก็บไว้ซะหน่อย

    บทความพยายามกล่าวถึงความผิดพลาดในการบริหาร อันเนื่องมาจากการสื่อสารของผู้นำ ที่ในหลาย ๆ ครั้งคนในทีมอาจจะตีความผิด เนื่องจากผู้บริหารเวลาพูดมักจะพูดภาพรวม ๆ  อย่างเช่น ขอให้ทุกคนโฟกัสไปยังสินค้าหลักของเราในไตรมาสนี้ เป็นต้น ซึ่งจากข้อความดังกล่าว คนในทีมอาจเข้าใจไม่ตรงกัน และทำให้บริษัทไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้

    แก่นของหน้าที่ผู้บริหารคือ การสร้างแรงบันดาลใจและสนับสนุนทุกทีมในองกรค์ รับผิดชอบในการสร้างอนาคตที่ดีขึ้นให้กับบริษัท

    ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด ผู้นำหรือผู้บริหารควรจะรู้ และจัดการข้อมูลเมื่อต้องการส่งให้รัดกุม โดยเฉพาะ 5 บริบทดังต่อไปนี้

    (more…)

  • 10 Things I hate about Macbook (Unibody)

    1. จอกระจก คงไม่ต้องอธิบายอะไรอีกเกี่ยวกับเรื่องนี้
    2. Trackpad เสียงดัง เวลาเรากด ดังทั้งตอนกดลงไปและตอนปล่อย ไม่เห็นคนเค้าบ่นกัน แต่ส่วนตัวคิดว่าดังผิดปกติไปหน่อย
    3. จออ้าเวลาถือ หากประกบเครื่องแล้วถือเหมือนแฟ้ม (มือจับตรงบานพับ ถือไว้ข้างตัว) ตัวจอที่เป็นแม่เหล็กจะดีดออกมา เครื่องจะแง้ม ๆ ไม่ประกบกันสนิท ไม่ได้ห่างจนทำให้เครื่องตื่นจาก Sleep Mode แต่ก็ทำให้รำคาญได้พอสมควร ทีแรก ๆ ตอนที่ได้เครื่องมาใหม่ ๆ ไม่มีอาการนี้ แต่หลังจากไปวางไว้หลังเครื่อง Server Dell จู่ ๆ แม่เหล็กก็หมดแรงไปกะทันหัน ไม่รู้ว่าเพราะสนามแม่เหล็กของ Server Dell หรือ ถูก Dell สูบวิญญาณไป
    4. ไม่มี Firewire Port ดันซื้อ HDD External ที่มี Firewire และ USB มาใช้งาน พอใช้ไม่ได้รู้สึกเสียโอกาสเล็กน้อย
    5. เสียง DVD-Rom ที่จะต้องดังทุกครั้งเวลาเปิดฝาเครื่อง หากเครื่องอยู่ใน Sleep Mode
    6. ช่องเสียบหูฟังที่มาตรฐานดีเกินไป ทำมารองรับหูฟังที่มีไมค์แบบของ iPhone ทำให้หากเอา Jack ที่ไม่ค่อยได้มาตรฐานเสียบเข้าไปจะทำให้รูหลวมไปเลย (ซึ่ง Jack ที่มีอยู่กับตัวก็ไม่ค่อยจะได้มาตรฐานดีเท่าไหร่ ดังนั้นตอนนี้ช่อง Jack หลวม ๆ ไปซะแล้ว)
    7. ช่อง mini-Display Port ที่จะต้องทำให้เราเสียเงินซื้อหัวแปลง หลายคนอาจบอกว่า แหม ยังไม่ชินอีกเหรอ ก็ต้องขอบอกว่าใช่ครับ ยังไม่ค่อยชิน เพราะต้องควักเงินอีกพันกว่า
    8. Wi-Fi ไม่ค่อยแรงเท่าไหร่ คงเพราะตัวเครื่องเป็น Aluminum ซึ่งถือเป็นฉนวนที่ดี เป็นเรื่องจนทำให้ต้องจัดหาที่วาง Access Point ในบ้านใหม่
    9. ไม่มี Multi- Card reader คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันอย่างน้อยก็ต้องมีการ์ดซักอย่างในชีวิตบ้าง ไม่มีก็ไม่ถึงกับเดือดร้อนอะไร แต่ถ้ามีคงจะดี
    10. ปิดฝาแล้วเข้าโหมด Sleep ช้ามาก (ตอนใช้ iBook เร็วกว่าเยอะ) แถมระหว่าง Sleep ก็กินแบตอย่างมีนัยยะสำคัญ

    เขียนเรื่องนี้ไว้นานแล้ว แต่รู้สึกว่ายังไม่ค่อยครบถ้วนเท่าไหร่ แต่เมื่อคืนงาน WWDC ทำเครื่องเราตกรุ่นไปแล้ว ดังนั้นเลยต้องรีบมาโพสต์ไว้  (ตัวใหม่มี SD Card reader แล้ว ข้อ 9 ก็นับได้ว่าตกไป)

    อีกอย่างเช้านี้ตื่นขึ้นมา Macbook ที่บ้านก็กลายเป็น Macbook Pro ไปซะงั้น
    หรือมองอีกมุมคือ Macbook ที่บ้านกลายเป็น Macbook Limited Edition ไปแล้ว เพราะเป็น Macbook รุ่นเดียวที่เป็น Aluminum

    ปล. มีใครสังเกตุไหมว่า Macbook Pro 13 นิ้ว ให้ HDD ขนาดเล็กลง

  • ทหารผ่านศึกที่เคยรบในสงครามเดียวกัน

    วันนี้ได้อ่านบล็อกของคุณ iPattt หลังจากดองมานาน โดนใจมากกับเรื่อง เว็บราชการ รัฐบาล ทำไมถึงแพง? ไม่ขอบอกว่าเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยเรื่องไหน แต่ขอบอกว่ารู้สึกเหมือนเจอ “ทหารผ่านศึกที่เคยรบในสงครามเดียวกันมา” คุณ iPattt อธิบายหลาย ๆ อย่างที่ผมไม่รู้จะเขียนออกมาเป็นตัวหนังสืออย่างไรดีได้

    คารวะหนึ่งจอก!

  • เนื้อเพลง Sick (ป่วย) by Jroc (Thaitanium) Lyric

    แกะเนื้อเพลง Sick (ป่วย) ของ Jroc จาก Thaitanium Compilation da beginning ถูกบ้าง ผิดบ้างแนะได้เลย อย่างท่อนฮุคนี่ไม่แน่ใจว่าร้องว่า นี่ก็ป่วยสาด หรือ nigga ป่วยสาด เอาเป็นว่าแสดงความคิดเห็นได้ครับ

    ศรีธัญญาหลังคาแดง
    แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับนาฬิการาคาแพง
    แล้วมันเกี่ยว อะไรกับภาษาที่จับมาแปลงพลิกแพลง
    Slang ทะแยง So น้อง โอ๊ะ นอนตะแคง

    นี่ก็ป่วยสาด ป่วยสาด
    ก็หมอกูวินิจฉัย Rhyme กูน่าพิศมัย
    พ่นอิทธิฤทธิ์ออกไมค์ ความวิปริตอย่าให้บอกใคร
    กระแทกเข้ามา 2 3 จอกอะเดี๋ยวกูจะบอกให้
    ผสม Sound โรคจิตวิตถาร
    ฤทธิ์กามโปรดใช้จินตนาการคิดตาม
    Fuck da วิจารณญาณ
    หน้าปกมันก็บอกอยู่แล้ว Contain Sick Rhyme
    ป่วย สาด … ก็Rhyme แม่งโคตร Sick
    ประสบกามนิด ๆ บวกทรามนิด ๆ
    บางทีก็ลามปามนิด ๆ
    อะ So What แล้วแต่มึงคิดว่ากูน่ะวิปริต
    หรือกูไม่มีสิทธิ์ที่จะคิด Man
    http://www.Lamfa.com/eYacht

    นี่ก็ป่วยสาดป่วยสาด นี่ก็ป่วยสาดป่วยสาด นี่ก็ป่วยสาดป่วยสาด
    กูน่ะป่วยสัตว์ใครช่วยเรียกรถพยาบาลที
    นี่ก็ป่วยสาดป่วยสาด นี่ก็ป่วยสาดป่วยสาด นี่ก็ป่วยสาดป่วยสาด
    สมองกูน่ะป่วยสัตว์ใครช่วยเรียกนางพยาบาลที

    (more…)

  • Museum of Siam พิพิธภัณฑ์สยาม


    แวะไปมาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากได้ยิน คำร่ำลือ มา อย่าง ท่วมท้น

    เดินดูแล้วรู้สึกเท่ห์มากที่ได้เกิดมาบนแผ่นดินที่มีพิพิธภัณฑ์แบบนี้ตั้งอยู่ ขอบคุณสำนักนายกรัฐมนตรี (ไม่ว่าจะเป็นชุดใดก็แล้วแต่) ที่ได้จัดทำโครงการนี้ขึ้นมา

    ขอชื่นชมและขอบคุณผู้เกี่ยวข้องทุกคน

    ปัจจุบันนี้เก็บค่าเข้าชมแล้ว แต่ผมเชื่อว่ามันไม่แพงเลย เมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้กลับมา

    ปล.ขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่เก็บกระเป๋าที่ลืมไว้ให้ และยอมเปิดให้เข้าส่วนของพิพิธภัณฑ์ชั่วคราว(ลูกปัด) ทั้งที่หมดเวลาทำการแล้ว

    พิพิธภัณฑ์สยาม http://www.ndmi.or.th

    ผู้คิดคอนเซปต์ http://storyinc.co.nz

    ผู้ดูแลโปรดักชั่นและจัดการโครงการฯ http://www.picothai.com/

    ผู้ออกแบบ http://www.designlab.co.th

  • หอศิลป์ กรุงเทพ

    ชื่อเต็ม ๆ ว่า หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อวานแวะไปเดินมาครับ น่าดีใจที่เรามีอะไรแบบนี้

    1. คนเยอะกว่าที่คิดมาก น่าจะเพราะมีการแสดงภาพถ่ายจากงานประกวดของสมาคมภาพถ่ายด้านล่าง (กำลังจัดกัน) เลยคึกคักเป็นพิเศษ
    2. นักศึกษาปี 4 ม.กรุงเทพฯมาจัดแสดง Thesis ในชื่อหัวข้อ OH ที่ชั้น 4 จากการสอบถาม ทางหอศิลป์จะขอให้ส่งรายละเอียดงานมาให้ตรวจก่อน จากนั้นก็ระบุวันที่จะจัดแสดง ที่สำคัญไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการมาแสดงงาน
    3. จากการสอบถามแม่บ้าน ที่นี่เปิด 10.00 – 21.00 น. หยุดวันจันทร์ตามธรรมเนียม และเย็นวันศุกร์จะมีนักเรียนมาเดินเยอะ น่าดีใจแทน
    4. หอศิลป์สร้างขึ้นมาโดยมีสถาปัตยกรรมที่ดี ใช้แสงจากภาพนอกเพื่อประหยัดไฟ โถงโล่งตรงกลางมองได้จนถึงพื้นชั้น 1 ลดความอึดอัด แม้จะหน้าตาดูเหมือนที่กักเกนไฮม์ นิวยอร์คไปบ้าง (จริง ๆ ก็เยอะอยู่) แต่ไม่เป็นไร ๆ ทุกอย่างต้องมีการเริ่มต้น
    5. เว็บไซต์ของหอศิลป์ สวยดีแต่ยังไม่สุดยอด รูปน้อยไปหน่อย ไม่ค่อยเรียกแขก ตัวหนังสือเล็กไปหน่อย ที่น่าชมเชยคือใช้ฟอนต์เดียวกันกับที่หอศิลป์ใช้ในการแสดงงาน ดูสอดคล้องกันดี
    6. โลโก้สวยดี น่าจะเล่นได้มากกว่านี้ เอามาทำของที่ระลึกขายได้
    7. ร้านขายของที่ระลึกยังไม่เปิด เห็นพี่รปภ.บอกว่ากำลังทำอยู่ แต่ยังไม่มีกำหนดเปิด อยากได้เข็มกลัดลายที่เป็นรูปโลโก้อ่ะ
    8. ส่วนตัวคิดว่าทางหอศิลป์สามารถเก็บเงินค่าเข้ากับผู้ใหญ่ในราคาไม่แพงนักได้ (ผมยินดีที่จะจ่ายนะ)  ฟรีสำหรับนักเรียนที่มีบัตรนักเรียน ทำระบบสมาชิกให้เข้มแข็ง(แจ้งข่าวสาร, ส่วนลดของที่ระลึก, ลดราคาค่าเข้าชม) สร้างรายได้จากการขายของที่ระลึก การสำเนาภาพสำหรับผู้ที่อยากได้ เพื่อสร้างรายได้มาหมุนเวียนเลี้ยงตัวเอง ทำได้น่าจะดีมาก ๆ
    9. งานก่อสร้างไม่ค่อยเรียบร้อย เห็นรอยโป้วสี, งานทาสีหยาบ ๆ หลายจุด น่าเสียดาย
    10. ห้องจัดแสดงงานไม่ค่อยต่อเนื่องกัน บริเวณชั้น 2-3 ที่เป็นห้องกระจก ถูกออกแบบมาทำให้การแสดงงานไม่ค่อยเชื่อมต่อกัน เราต้องเดินเข้าห้องแล้วกลับออกทางเดิม เพื่อเข้าห้องถัดไปให้ความรู้สึกไม่ค่อยต่อเนื่องเวลาดูงานเท่าที่ควร ทางออกน่าจะเชื่อมไปยังห้องถัดไปได้ในทันที
    11. ทางลาดชันวนขึ้นบริเวณชั้น  5-7 ชันไปหน่อย คงเพราะเส้นรอบวงของอาคารแคบไปนิด
    12. งานที่จัดแสดงเน้นภาพถ่ายมากไปหน่อย อยากให้มีความหลากหลายมากกว่านี้ ทั้งงานปั้น งาน Installation ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนจะยินดีมอบงานให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หากได้มาจัดแสดงที่นี่
    13. ขอชี้ชวนให้แวะไปครับ ไปง่าย (ทางเชื่อมรถไฟฟ้า BTS ทะลุเข้าไปได้เลย)  ได้เสพงานจรรโลงใจ แถมไม่เสียตังค์
  • คิดนอกกรอบ Thinking out of the box

    โจทย์วิชา Business Communication อาจารย์ให้ขึ้นไปพูดหน้าห้องเรื่องอะไรก็ได้ยาว 3 นาที คิดใคร่ครวญแล้วคิดว่าอยากเล่าเรื่อง Fosbury flop แต่คิดว่าอาจจะน่าสนใจน้อยไปหน่อย เลยขึ้นเรื่องและจบเรื่องด้วยคำถามเรื่องการลากเส้นต่อจุด 9 จุดสุดคลาสสิค เพื่อทำให้งานนำเสนอน่าสนใจขึ้น และเฉลยช่วงท้ายเรื่องการลากด้วยเส้น 1 เส้น หรือ 0 เส้น คิดว่าหลายคนน่าจะยังไม่รู้

    พอทำและพรีเซ็นต์หน้าห้องไปแล้ว รู้สึกว่าสไลด์ชุดนี้ทำได้ดี มีการทำเกริ่นนำ ส่วนเนื้อหา และสรุปปิดท้าย ภาพสวย และประเด็นน่าสนใจ เอามาแปะไว้ เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น ๆ

  • หนทางสู่สันติภาพ

    There is no way to peace — peace is the way.
    ไม่มีหนทางสู่สันติภาพ – สันติภาพคือหนทาง

    A.J. Muste ( บ้างก็ว่าเป็นคำพูดของ มหาตมะ คานธี )