Author: eYacht

  • Press Any Key to Continued…

    หลายคนคงคุ้น ๆ มุขนี้กัน
    ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ขึ้นว่า Press Any Key
    ตัวละครก็ส่งมุขว่า อ้าวทำไมนายไม่กดล่ะ
    แล้วตัวละครที่ทึ่มที่สุดตอบกลับว่า ฉันหาปุ่มที่เรียกว่า Any ไม่เจอ

    วันก่อนเปิดเว็บบริษัท Art. Lebedev Studio
    ซึ่งเป็นบริษัทออกแบบข้าวของต่าง ๆ มากมาย
    บริษัทได้ออกแบบเครื่อง Opimus mini Three Keyboard
    ตัวเครื่องจะประกอบด้วยดีย์ปุ่มลัด 3 ปุ่ม
    แต่ละปุ่มจะเป็นจอภาพเล็ก ๆ สามารถเปลี่ยนไปตามโปรแกรมที่เราใช้งาน
    อย่างถ้าเราใช้ Microsoft Word สามปุ่มก็เป็น New Open Save
    หรือถ้าเป็น iTunes ก็เป็นปุ่ม FWD Play FF สามปุ่ม
    ต้องลองเองจะเข้าใจง่ายกว่าที่
    http://www.artlebedev.com/portfolio/optimus-mini/
    ที่ต้องหัวเราะชอบใจคือมันมีชุดปุ่มที่ชื่อว่า Any Keys
    พอเลือกปุ่มทั้งสามก็มีคำว่า Any Any Any ขึ้นให้
    สำหรับกดเวลาเครื่องร้องว่ากรุณากด “Any Key”


    คิดได้ไงเนี่ย

  • Taxi

    คิดว่าหลาย ๆ คนคงเคยทำ
    การขึ้นรถแท็กซี่ไปกัน 4-5 คน
    แล้วก็ให้แท็กซี่ทยอยส่งทีละคนจนครบ

    คำถามคือ แท็กซี่ควรกดมิเตอร์ใหม่ตอนที่ส่งแต่ละคนลงหรือไม่

    หากมองในมุมของผู้บริโภค ซึ่งก็หมายถึงผู้โดยสารแล้ว ก็ฟังดูไม่ควรนะครับ ในเมื่อแท็กซี่ก็ได้ค่ารถตลอดเวลาอยู่แล้ว (ซึ่งก็น่าจะครบถ้วนสมบูรณ์ในแง่ของการที่มิเตอร์ก็วิ่งตลอดเวลา) และหากคุณไม่ยอมรับการคิดตังค์แบบนี้ ก็ไม่ต้องรับพวกเรา พวกเราจะเลือกคันอื่นที่ยอมรับได้

    ———

    ตั้งแต่เกิดจนจบมหาวิทยาลัย ผมไม่เคยทิปพนักงานเสิร์ฟเลยในชีวิต แถมยังมองในแง่ร้ายเสียอีกว่า คนที่จ่ายเงินเกินจากอาหารที่ทาน ช่างไม่รู้คุณค่าของเงินเอาเสียเลย จนกระทั่งได้มีโอกาสมาทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟเสียเอง ในวันที่ยังไม่เคยทิปเงินใคร แต่ได้รับทิปเป็นครั้งแรกในชีวิต(แทน)นั้น ไม่รู้จะพูดยังไงแต่มันซาบซึ้งแฮะ มันไม่เหมือนกรณีที่พ่อแม่ควักกระเป๋าเงินให้เราไปซื้อขนม แต่เป็นใครก็ไม่รู้ ที่เราบริการเก้ ๆ กัง ๆ ไป แล้วเค้าก็หยิบตังค์ให้เราก่อนจากกัน 20 บาท … มันดีใจบอกไม่ถูก

    หลังจากวันนั้น หากพนักงานเสิร์ฟไม่ได้บริการห่วยแตกจนเกินไป ผมก็จะให้ทิปเสมอ ๆ (อันนี้ต้องออกตัวก่อนด้วยว่า ผมเองเป็นชนชั้นกลางที่พอมีพอใช้ ดังนั้นหากคนอ่านท่านอื่นที่ไม่ได้พอมีพอใ้ช้ การไม่จ่ายทิปก็ไม่ได้เป็นเรื่องคอขาดบาดตายอะไร) เวลามีใครทักว่า เฮ้ยมึงทิปด้วยเหรอ, เออ ถ้าไม่เคยเป็นบริกรไม่รู้หรอกว่ะว่ามันสำคัญ

    พนักงานเสิร์ฟจะเป็นส่วนที่ได้รับเงินเดือนน้อยที่สุดในร้าน ด้วยค่าที่ว่าเป็นงานที่สามารถหาบุคลากรมาทดแทนได้ง่าย ไม่ต้องใช้ความสามารถพิเศษมากนัก และ มีเงินค่าทิปเป็นส่วนเสริมของรายได้อยู่แล้ว ร้านอาหารจึงกดเงินเดือนพนักงานเสิร์ฟไว้ เพื่อให้ขยันขันแข็งในการให้บริการ เพื่อเงินค่าทิปที่จะเอามาเพิ่มเติมจากเงินเดือนอันน้อยนิดนั้น

    ———-

    กลับมาที่เรื่องแท็กซึี่ หลังจากวันที่ผมเริ่มทิปในครั้งนั้น ผมก็รู้สึิก”รับได้” หากว่าค่าแท็กซี่ 105 บาท จ่ายไป 120 แล้วจะไม่มีเงินทอนกลับมา (แค่”รับได้”นะครับ หากว่าได้ทอนก็ดี วัฒนธรรมการทิปสำหรับแท็กซี่ไม่เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติทุกครั้ง)

    ดังนั้นเอง ผมมีความเห็นว่า ในกรณีที่เราส่งเพื่อน ๆ เราทีละคน ในกรณีที่บ้านเพื่อนเราอยู่ในตรอกซอกซอย ซึ่งยากลำบากพอสมควร แท็กซี่ควรได้เงินพิเศษจากปกติบ้าง แต่กรณีที่แวะส่งตามถนนที่ผ่านอยู่แล้วก็คิดว่าไม่จำเป็นนัก

    มองในมุมถ้าเราเป็นคนขับแท็กซี่ คิดว่าเราอยากได้เงินเพิ่มไหม มันขนเพื่อนมาเป็นฝูง เพื่อให้เราพาไปส่งแต่ละที่ แต่ได้เงินเท่าเดิมตลอด

    หลายคนคงเถียงว่า ยังไง คุณก็ได้เงินจากมิเตอร์ตลอด ก็ไม่เห็นเสียเปรียบตรงไหน ใช่ครับ เป็นเรื่องที่ถูกต้องที่คนขับไม่ควรได้ แต่ความรู้สึกอยากได้นี่ห้ามกันไม่ได้นะครับ

    หากคุณและเพื่อน ๆ ไม่ได้นั่งรวมกันในรถ แล้วแยกย้ายกันไปคนละคัน ทุกคนก็ต้องจ่าย 35 ค่ากดมิเตอร์ครั้งแรกไม่ใช่หรือ ดังนั้นแล้วมันน่าเศร้าไหมที่คนขับแท็กซี่ที่ทยอยส่งผู้โดยสารทีละคน ๆ ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้

    ผมค่อนข้างมั่นใจว่า คนที่อ่านเกือบทั้งหมดจะไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ดี จากนี้ไปหลายปี หวังว่าหากประสบเรื่องราวคล้ายกับเรื่องนี้ ก็ขอให้ได้ฉุกคิดว่าเคยอ่านเรื่องราวอีกแง่มุมหนึ่ง จากซักที่ไหนซักแห่งเมื่อนานมาแล้ว

  • ไฟฟ้าเลหลัง ขายต่ำกว่าทุน

    คลาสที่เรียน IMC ที่เรียนช่วงเสาร์ อาทิตย์
    ในคลาสมีเจ้าหน้าที่จากการไฟฟ้าด้วย
    เดี๋ยวนี้การไฟฟ้าเองก็ต้องทำการตลาดด้วยเหมือนกัน

    ประเด็นมันอยู่ที่ว่าไม่รู้เรียนกันอีท่าไหน
    ทางอาจารย์ถามทางเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าว่า
    เพราะอะไรไม่อยากเป็นบริษัท
    เจ้าหน้าที่รีบชี้แจงใหญ่เลยว่า ปัจจุบันการไฟฟ้าขาดทุน
    การไฟฟ้าขายไฟฟ้าในราคาที่ต่ำกว่าทุน
    เพื่อให้ประชาชนสามารถซื้อไฟฟ้าได้ในราคาไม่แพง
    ดังนั้นหากกลายเป็นรัฐวิสาหกิจล่ะก็
    จะทำให้ค่าไฟกลับกลายเป็นแพงขึ้น ประชาชนลำบาก

    อาจารย์สวนกลับมาในทันทีว่า
    “แล้วคิดว่าการที่การไฟฟ้าขาดทุนนี่มันดีจริงเหรอครับ”
    จากนั้นแกก็ไม่ได้สาธยาย อธิบายอะไรต่อไปเท่าไหร่

    โดยส่วนตัวผมเองก็ไม่เห็นในการเปลี่ยนกฟผ.นะครับ
    แต่เป็นในแง่ที่ว่าสาธารณูปโภคพื้นฐานนั้นควรจะเป็นของรัฐ
    เพื่อประกันว่าไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น
    ประชาชนยังจะได้รับบริการในส่วนนี้อยู่
    ไม่ได้มองในแง่ว่าไฟมันจะถูกหรือแพง
    (อาจเพราะเป็นชนชั้นกลางมั๊ง เลยไม่สนใจเท่าไหร่)

    แต่สิ่งที่อาจารย์พูดก็น่าสนใจ
    เราคิดว่ามันเป็นการบริหารองค์กรที่ถูกต้องแล้วหรือ
    การที่ทางกฟผ. บริหารองค์กรแล้วขาดทุน
    นั่นเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจและยกย่องแล้วหรือเปล่า

    เราใช้ทุนมหาศาลในการโปรโมทแคมเปญรวมพลัง หารสอง
    เราเปิดแคมเปญหากใช้ไฟฟ้าน้อยลง ได้ส่วนลดเป็นอ้้ตราก้าวหน้า
    การขึ้นค่าไฟก็เป็นอีกทางนึง ที่จะทำให้ประชาชนใช้ไฟน้อยลง(หรือเปล่า)
    มันอาจเป็นวิธีที่ไม่ดีนัก อาจมีผลกระทบในแง่ของการเติบโตของเศรษฐกิจ
    มีปัญหาเรื่องการประท้วงโวยวาย ฯลฯ
    แต่มันก็เป็นอีกทางหนึ่งที่น่าพิจารณาและสมเหตุสมผลด้วยประการทั้งปวง

    ก็ในเมื่อหากองค์กรขาดทุนไปเรื่อย ๆ
    แล้วองค์กรมันจะก้าวหน้าไปได้อย่างไร

  • Stop Stop Stop … Motion

    วันนี้ได้ดู Tim Burton’s Corpse Bride
    ดูจนจบเพิ่งรู้ว่าเป็น Stop motion ไม่ใช่ 3D Animation
    น่าอายชะมัด ทั้ง ๆ ที่ก็เอะใจอยู่
    แต่มันเนียนจนตัดสินใจไม่ได้
    ว่านี่มัน Stop Motion หรือ CGI กันแน่

    เนื้อเรื่องงั้น ๆ ชอบตอนจบเป็นพิเศษ เพราะบรรยากาศมันหม่นมืด
    แต่จบได้เจิดจ้าดี

    มองในแง่ของเทคนิคแล้ว เรื่องนี้ระดับเทพ
    ปล. ต้องรีบหา Wallace มาดูแล้วล่ะ กำลังอินได้ที่

  • ยุบกะลา ไม่เลือกใคร

    ยุบสภาแล้วครับ

    แปลว่าเดือนเม.ย. ต้องเลือกกันใหม่
    เป็นทางเลือกที่ฉลาดมากของทักษิณ
    เพราะปล่อยไปก็มีแต่เสียกับเสีย
    สู้ดี ปิดเกม แล้วเปิดกระดานใหม่
    กระดานที่ถ้าวางแผนดี ๆ ก็สามารถชนะได้
    คิดดูสิ ขนาดเลว ๆ อย่างจอร์ช บุช ยังได้ปธน.รอบ 2
    อย่างพี่ไทยจะเหลือเหรอ
    (ไม่ได้ว่าทักษิณเลวนะครับ
    แค่ยกตัวอย่างว่าผู้นำที่ขาดจริยธรรมเนี่ย
    ยังได้เป็นผู้นำรอบ 2 จนได้
    …. เอ ก็บอกแล้วไงว่าไม่ได้ว่าทักษิณ)

    คิดว่าไม่เคยเล่า ในการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา
    ผมกา ไม่เลือกใคร ซักคนเดียว
    หลายคนติงว่า เฮ้ย เสียของ เสียสิทธิ์
    แต่ความคิดผมคือ ก็ในเมื่อมันไม่มีใครน่าเลือก
    จะให้เลือกใคร(วะ) ก็กาให้เค้ารู้กันว่า
    ไม่มีใครน่าเลือกเลย (โว้ย)

    สมมุติว่าทุกคนรู้สึกว่า นักการเมืองมันไม่เข้าท่าซักคน
    แล้วทุกคนลงไม่เลือกใคร
    นักการเมืองทุกคน ไม่มีคะแนนเลยซักเสียง
    คิดว่านักการเมืองคงต้องลาไปขายกล้วยแขก
    เพราะเข้าใจแล้วว่าไม่มีใครเห็นค่า

    โอเค ยอมรับว่าเพ้อฝัน
    แต่ผมก็สุขใจที่ได้ทำอย่างนี้
    ได้คิดอย่างนี้
    ส่วนใครจะเป็นรัฐบาล
    ก็ให้อีก 59,999,999 ล้านคนที่เหลือตัดสินก็แล้วกัน

  • PowerBook 50″

    ถ้าใครติดตามเป็นสาวกจะทราบดีว่า
    Powerbook เป็นรุ่นแรกที่มีจอใหญ่ที่สุดคือ 17 นิ้ว
    Powerbook เป็น Notebook รุ่นแรกที่เป็นจอ Wide Screen
    ประมาณนั้น
    รูปนี้เจอในบอร์ดเห็นตลกดีเลยเอามาลง


    ในภาพเป็น Powerbook จอขนาด 50 นิ้ว (โคตรบ้า)
    ปล. วันที่ 28 ก.พ. นี้ ท่านผู้นำประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่(อีกแล้ว)
    คาดกันว่าอาจจะเป็น Mac mini ตัวใหม่ ที่เป็น Entertainment เต็มรูปแบบ
    กับ iBook รุ่นใหม่ จอ 13.3 นิ้ว จอ Wide
    ก็ลุ้นกันต่อไป

  • ความเหงาที่ส่งต่อ ๆ กันมา

    พอมาสังเกตุตัวเองดูดี ๆ
    พักนี้ใจจดใจจ่อกับ mailbox ในอีเมล์มาก
    ว่าเมื่อไหร่จะมี e-mail ส่งมาถึง
    ทั้ง ๆ ที่ไม่ค่อยมีใครส่งมาซักเท่าไหร่อยู่แล้ว
    เกือบทั้งหมดที่ได้รับก็เป็น Forward Mail ที่ส่งต่อ ๆ กันมา

    ทั้ง ๆ ที่เคยดูแคลนว่า มันเป็นแค่ Mail ที่ส่งต่อ ๆ กันมา
    แต่พักนี้กลับดีใจ เวลาที่ได้รับและเปิดอ่าน
    แม้ว่ามันจะเป็นแค่ Forward Mail ที่ส่งต่อ ๆ กันมา

    จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
    เดาเอาว่าลึก ๆ ผมคงเหงาอยู่

  • เมื่อคืนฝันดีน่าตบ ฝัน ๆ ว่าพบมอ’ไซค์ยอดดี

    วันอาทิตย์ไปเรียนหนังสือมาครับ
    เป็นคอร์สสั้น ๆ เกี่ยวกับ Marketing
    หัวเรื่องใหญ่ คือ IMC Integrated Marketing in Communication
    แปลเป็นไทยว่า การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ
    แปลไทยเป็นไทยว่า การโปรโมทแบบครบเครื่อง

    ความหมายคือ การทำการประชาสัมพันธ์
    โดยการใช้เครื่องมือทางการตลาด (เช่น โฆษณาทีวี, ป้าย, อีเวนท์ ฯลฯ)
    หลาย ๆ ตัวพร้อม ๆ กันเพื่อให้การประชาสัมพันธ์มีประสิทธิภาพสูงสุด

    คราวนี้ Case Study ที่เราทำกันวันอาทิตย์คือ
    “รถมอเตอร์ไซค์ในฝัน”
    อาจารย์ให้เขียนสิ่งที่่เราอยากได้ไว้ในกระดาษ
    สิ่งที่ประทับใจคือ มีเจ้าหน้าที่จากบ.ขายมอเตอร์ไซค์เขียนว่า
    อยากให้มอเตอร์ไซค์มีนาฬิกา
    เออ คิดได้สมเป็นคนในวงการจริง ๆ
    เพราะว่าหากเราขี่มอเตอร์ไซค์อยู่
    เราจะได้ไม่ต้องปล่อยมือซ้ายมาดูเวลา
    ก็สามารถขับขี่ได้อย่างปลอดภัย
    (โอเค ว่ามันก็ไม่ได้ยากเย็นในการยกมือมาดู
    แต่โดยไอเดียมันก็เจ๋งน่ะ ว่าไหม)

    อีกข้อคือสิ่งที่ไม่อยากให้มีเค้าบอกว่า ซี่ของล้อ
    โดยเค้าให้เหตุผลว่า มันมีเยอะ ทำให้ทำความสะอาดได้ยาก
    หากเป็นไปได้ อยากให้มันมีน้อย ๆ จะได้เช็ดไม่กี่ครั้งก็สะอาด

    นอกนั้นคนส่วนใหญ่อยากให้มอเตอร์ไซค์ไม่ร้อน
    ไม่อันตราย ไม่มีควันดำ ลดหลั่นกันไป

    น่าตื่นใจดีที่คนเรามีความคิดที่หลากหลายได้ขนาดนี้

    ปล.ผมอยากให้รถมอเตอร์ไซค์มีที่เก็บขาตั้งอัตโนมัติ
    เพราะเกือบล้มอยู่บ่อย ๆ เนื่องจากลืมเก็บ ไม่รู้คนอื่นเป็นกันหรือเปล่า

  • ขอผมคุยกับนายกฯหน่อย

    จริง ๆ ว่าจะเลี่ยง ๆ ไม่ข้องเกี่ยว
    แต่สถานการณ์แวดล้อมตอนนี้มันทำให้รู้สึกอยากเขียนขึ้นมา
    เรื่องของนายกฯนั่นแหละครับ

    แรก ๆ บอกตามตรงว่าผมงง ๆ เรื่องขายหุ้น
    เอาเป็นว่าผมไม่ค่อยรู้สึกว่านายกฯผิดเท่าไหร่
    ก็ในเมื่อเรื่องนี้เป็นเรื่องของลูก ๆ ท่านนายกฯเค้าทำกัน
    แล้วมันก็ไม่ได้ผิดกฎหมายอะไร

    แต่พักหลัง ๆ นี้ท่านนายกฯบอกอยู่อย่างเดียว
    ทุกอย่างที่ทำถูกต้อง ไม่ผิดกฎหมาย รับรอง
    ประมาณว่า คนเราแค่ไม่ผิดกฎหมายก็เป็นคนดีได้

    ผมว่าคนเราควรมีอะไรมากกว่านั้น
    ไม่งั้นไม่มีคนคบไม่รู้ด้วยนะครับ ….

  • หายหัวจ้อย

    หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมไม่อัพเดท
    บังเอิญยุ่ง ๆ กับการทำเว็บให้คนอื่นอยู่ครับ
    แวะชมได้ที่ www.hqu.ac.th
    ถ้าเสร็จแล้วคงมีโอกาสได้อัพของตัวเอง
    เป็นเรื่องเป็นราวกว่านี้

    แต่อย่างน้อย ๆ มาฆบูชาปีนี้ได้ไปเวียนเทียน
    และวาเลนไทน์ปีนี้ ก็ไม่เงียบเหงา
    น่าจะเป็นปีที่ดีนะ ว่าไหม