Category: Movies

  • รีวิว จดหมายรักถึงอาม่า – ความรักอันพึงมีต่อกัน

    รีวิว จดหมายรักถึงอาม่า – ความรักอันพึงมีต่อกัน

    รีวิวนี้เปิดเนื้อหาสำคัญบางส่วนของภาพยนตร์

    วันก่อนพาป๊าม๊าที่นับว่าเป็นเจน 2 ต่อจากอากง ผู้ซึ่งมาจากซัวเถา มาสร้างเนื้อสร้างตัวที่เมืองไทย ไปดูพร้อมกับผมที่เป็นเจน 3 ด้วยความคาดหวังอันสูงลิบของม๊าที่ได้ยินข่าวความโด่งดัง ทำเงินมากมายของหนังเรื่องนี้ในเมืองจีนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

    หลังจากจบออกมา ม๊าบอกไม่เห็นจะเข้าใจ ทำไมพอมาเจอกันในตอนท้ายแล้วเป็นอย่างนั้น ทำไมตัวละครคนนั้นตัดสินใจอย่างนี้ ทำไมไม่แต่งกับอาตี๋คนมาตื้อให้มันจบ ๆ ไป ฯลฯ

    หนังเล่าเรื่องด้วยจังหวะฉึบฉับแบบหนังจีน พร้อมกับเล่าด้วยภาษาหนังยุคใหม่ แถมตัดสลับไม่เรียงลำดับเวลาและสถานที่ มีความโนแลนเบา ๆ ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ผู้สูงวัยอาจจะเข้าใจเรื่องอย่างลึกซึ้งได้ลำบากอยู่บ้าง แต่ส่วนตัวเชื่อว่าเนื้อหาในส่วนของข้อเท็จจริงของเรื่องราว ชะตากรรมตัวละครที่เกิดขึ้น คนวัยไหน ๆ ก็คงจะเข้าใจและเชื่อมโยงตัวเองได้ไม่ยาก ยิ่งบริบทของคนจีนโพ้นทะเลหอบเสื่อผืนหมอนใบมาเมืองไทยแบบนี้ ก็เหมือนได้ย้อนอดีตเห็นภาพอากง อาม่า กินอยู่กันอย่างไร ลำบากแค่ไหน ส่งเงินกลับบ้านด้วยวิธีไหน และอื่น ๆ ที่เป็นเหมือนจดหมายเหตุที่มีชีวิต สร้างความซาบซึ้งใจได้ไม่ยากนัก

    ผมบอกม๊าว่า หนังเล่าเรื่องราวของคนที่ทุ่มเทเพื่อคนที่เค้ารัก ไม่เฉพาะแต่พระเอก บักเซง ที่รักเดียวใจเดียวต่อซกยิ้ว ทุ่มเททำงานเพื่อส่งเงินให้ครอบครัว แต่หมายถึง อาหน่ำกี ที่ทุ่มเทต่อคนที่เค้ารักเช่นเดียวกัน

    ที่ก้นบึ้งของความทรงจำอันว่างเปล่านั้น กลับมีตะกอนความทรงจำของหน้าที่รับผิดชอบ การดูแลอีกครอบครัวนึงที่ตนไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเห็นหน้า ที่หน่ำกีมุ่งมั่นทำมาหลายสิบปีจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปโดยไม่รู้ตัว และหากมองลึกลงไปเราจะพบว่า สิ่งที่ผลักดันให้หน่ำกีมุ่งมั่นทำสิ่งนี้ หาใช่ความรับผิดชอบหรือการทดแทนคุณใด ๆ แต่เป็นความรักของอาหน่ำกี ที่มีต่อบักเซงอย่างไม่มีเงื่อนไขต่างหาก เป็นแรงผลักดันให้เค้าทำเพื่อคนที่เค้ารักตลอดมาจนถึงบั้นปลายของชีวิต

    ความรักที่มีต่อกันของตัวละครทั้งหลายในเรื่องราวนี้ ทั้งความรักของชายหนุ่มหญิงสาว ความรักของพ่อลูก ความรักของคนบ้านเดียวกัน หรือกระทั่งความรักของคนแปลกหน้า ทำหน้าที่ตอบคำถามของม๊าได้ว่า เหตุใดตัวละครจึงตัดสินใจเช่นนั้น และเมื่อองค์ประกอบทั้งหมดหลอมรวมเข้าด้วยกัน น้ำตาในโรงภาพยนตร์ก็หาใช่ความเศร้าใจ แต่เป็นความซาบซึ้งในความรัก ความดี ที่มนุษย์ในโลกนี้พึงมีต่อกันนั่นเอง

  • รีวิว Fanday แฟนเดย์ – บทสรุปอันแสนขัดใจ

    รีวิว Fanday แฟนเดย์ – บทสรุปอันแสนขัดใจ

    หลังดูหนังจบแล้วออกมาอ่านที่หลายคนที่เขียนถึงแล้วยังไม่โดนใจเท่าไหร่ อัดอั้นตันใจมากจนต้องมาเขียนซะเอง ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่ได้เขียนมานานแล้ว (แถมยังเสียเวลามานั่งปรับหน้าตาเว็บใหม่อีกต่างหาก เพราะ Theme K2 นี่โบราณล้านปีมาก)

    เนื้อหาหลังจากนี้มีการเปิดเผยส่วนสำคัญของเรื่อง โปรดหลีกเลี่ยงหากยังไม่ได้ดู

    • พล็อตที่เลือกใช้ค่อนข้างจะเมโลดราม่า (น้ำเน่า) มาก น่าจะถูกเล่ากันมาล้านรอบแล้ว กับความรักของพระเอกนางเอกแบบนางฟ้ากับหมาวัดในเวลาจำกัด ตัวอย่างโด่งดังก็น่าจะเป็นไททานิก ไปยัน Lost in Translation ได้เลย
    • แต่พล็อตที่เลือกดันโดนข้าพเจ้าเป็นอย่างยิ่ง ดอกฟ้ากับหมาวัดไอที โอ้โห อันนี้โดนจริงจัง ทำเอาอิน ก่อนหน้านี้ที่รู้สึกโดนมาก ๆ ก็ Suck Seeds ที่ดูแล้วก็เหมือนเห็นตัวเองในหนัง (แต่ไม่ได้หล่อขนาดนั้นแค่นั้นเอง)
    • หลายคนค่อนข้างจับจดกับเรื่องความเป็นไปได้ของ TGA ความจำเสื่อมระยะสั้นที่มีเงื่อนไขพิลึกแถมแม่นยำ กับ การเดินทางผ่านมิติของพระเอกนางเอก ที่เที่ยวได้รอบโลกในเวลาวันเดียว ส่วนตัวคิดว่าผู้กำกับเองคงมีไอเดียของแต่ละสถานที่ที่อยากจะเล่า และเงื่อนไขจะมาบอกว่าจำได้ในเวลา 2 วัน ก็คงดูไม่เซ็กซี่เท่าไหร่ เลยเอาวะ เอาอย่างอื่นกลบเอาละกัน
    • ซึ่งส่วนตัวไม่ได้รู้สึกประดักประเดิดอะไรกับความเป็นไปไม่ได้เหล่านี้ เพราะแค่โรคของนางเอกก็คงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว หนังสร้างโลกอันน่าเชื่อถือขึ้นมาจากความรู้สึกนึกคิดของตัวละครมากกว่า พอเรื่องเป็นเมโลดราม่ามากับการถ่ายทอดความรู้สึกที่แน่น ก็ไม่รู้สึกว่าโครงเรื่องจะหลวมจนเกินไป
    • ส่วนตัวคิดว่าผู้กำกับเล่นท่ายากขึ้น แม้ว่าจะเป็นหนังน้ำเน่า แต่ก็มีเส้นเรื่องที่แม่นยำและละเอียดอ่อน ซึ่งถ้ามือไม่ถึงก็คิดว่าจะเอาไม่อยู่ ตัวหนังคงจะเพ้อ ๆ ไปกว่านี้ รวมถึงเดาเอาเองว่าผู้กำกับคงอยากจะลองขยับมาสร้างเรื่องที่เน้นความรู้สึกของตัวละครมากขึ้น เล่าเรื่องตัวละครที่เทา ๆ มากขึ้น ทำยังไงให้คนดูยังเอาใจช่วยพวกเค้าได้ ทั้ง ๆ ที่เบื้องหลังพระเอกนางเอกก็ไม่ได้เป็นคนดีไปเสียทั้งหมด
    • ชอบสัญลักษณ์หลาย ๆ อย่างที่ทิ้งไว้ อย่าง หิมะ, เทศกาลน้ำแข็ง, การทุบทำลายน้ำแข็ง, ตัวรูปปั้นหิมะใส่แว่น, แหวนที่หักได้ ละลายได้ ทุกอย่างโยงไปถึงการไม่คงทน เดี๋ยวก็ละลายหายไป
    • ชอบการเล่นกับความทรงจำ การลืม การจำ ซึ่งเอามาใช้พลิกเรื่องได้อย่างน่าสนใจ เด่นอยากจะลืมวันที่ตัวเองเผลอไปบอกรักเค้า เด่นอยากจะจำเวลาดี ๆ นี้ไว้คนเดียวโดยไม่บอกให้นุ้ยรู้ ตอนเริ่มความจำเสื่อม นุ้ยอยากจะจำได้ว่าตัวเองเป็นใคร พอรู้ความจริง นุ้ยอยากจะลืมว่าตัวเองเคยอยู่ในสถานะอะไร พอเข้าใจเรื่องทั้งหมดนุ้ยอยากจะจำได้ว่าเหตุการณ์วันนี้มันดีแค่ไหน
      เด่นอยากให้นุ้ยลืมเรื่องของเด่นในวันนี้ เพราะกลัวความจริงจะทำลายความงดงามของวันนี้ไป แต่เด่นก็อยากให้นุ้ยจำความสุขที่ตัวเองมีในวันนี้ได้จึงไม่ลบคลิปนั้นออกไป
    • ชอบการเอาคลิปวีดีโอมาใช้ในการพลิกโครงเรื่องได้อย่างเหมาะเจาะและไม่ยัดเยียด ตัวละครตัดสินใจอย่างเป็นเหตุเป็นผล เด่นลบคลิปตามที่ตัวเองตั้งใจ วันเดียวเปลี่ยนอะไรไม่ได้มากขนาดนั้น เด่นรู้ดี
    • หลายคนรู้สึกขัดใจไม่ชอบตอนจบ ผมกลับชอบมาก ชอบในความกล้าหาญของผู้กำกับที่เลือกท่ายากในการสร้างบทสรุปของเรื่องราว อย่างที่ไม่ยัดเยียดและสมเหตุสมผล รวมถึงการตัดต่อที่จงใจน็อคให้เรามึน แล้วเรื่องราวก็วนเวียนในหัวเราต่อไปอีกหลายวัน
    • เราไม่อาจรู้อย่างแท้จริงว่านุ้ยลุกออกจากโต๊ะเดินออกจากห้องโดยไม่สนใจเสียงเรียกของท็อป หลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น แต่เราก็เชื่อว่าความรู้สึกของนุ้ยได้เปลี่ยนไปแล้ว หลังจากที่เห็นตัวเองยิ้มอย่างมีความสุขจนน่าอิจฉา และหลังจากคลิปวีดีโอนั้นจบลง นุ้ยก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
    • หลายคนถกเถึยงถึงประเด็นว่านางเอกจะตามหาชายลึกลับคนนี้ไหม ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องยากถ้านางเอกจะพยายาม หนังพูดอย่างรัดกุมอยู่แล้วว่านางเอกพยายามไปถามเจ้าหน้าที่ที่เคาน์เตอร์ เด่นลาออกจากงานหลังจากกลับมาจากท่องเที่ยว เพื่อนทักเรื่องเสื้อกันหนาวในคลิป ผู้กำกับไม่ได้ปกปิดความเป็นไปได้ในการที่นุ้ยจะตามหาเด่นจนเจอ
    • หนังไม่พยายามสรุปว่านุ้ยจะตามหาเด่นไหม ทั้งคู่จะรักกันหรือเปล่า เพราะก็เหมือนที่เด่นบอก ความจริงมันเป็นคนละเรื่องกับความฝันที่เกิดขึ้นในวันนี้ คนดูเอง เดินเข้าโรงไปนั่งร่วมทุกข์ร่วมสุขไปกับความฝันของเด่นและนุ้ย นั่งมองโลกที่มีความสุขที่สุดของทั้งสองคน ถูกต้องแล้วที่ผู้กำกับไม่พยายามยัดเยียดความจริงปลอม ๆ ให้กับเราว่าเค้าทั้งคู่จะรักกัน
    • แต่แน่นอน ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าทั้งคู่จะรักกันหรือไม่นั้นไม่สำคัญเท่ากับความจริงที่ว่า ทั้งคู่ได้เรียนรู้ว่าความสุขและความรักคืออะไร
    • …รวมถึงคนดูทุกคนด้วย

    ปล. ชอบมุก tick tock มาก โคตร Geek แต่โทนเสียงน่ารัก

  • Inception ปฐมสำนึกของมิติเวลาหลายระดับ

    ข้อเขียนนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์

    จากการเฝ้ารอมานาน แล้ว Inception ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง Chirstopher Nolan ไปล่าเนื้อหาและเทคนิคการนำเสนอใหม่ ๆ มาผสมอย่างกลมกล่อม หลายคนยกย่องเค้าเป็น Stanley Kubrick ในยุคนี้ บ้างก็ว่า Orson Welles พร้อมพาดพึงไปถึงว่าของเล่นในเซฟ ประหนึ่งว่าเป็น Rosebud ของ Citizen Kane กันเลยทีเดียว

    ไม่ว่าคุณ Nolan จะถูกเปรียบเปรยอย่างไร สำหรับผมแล้วคุณโนแลนมีความสำคัญในฐานะคนเชื้อเชิญผมให้สนใจภาพยนตร์ทางเลือก ผ่านภาพยนตร์ที่ชื่อว่า Memento เมื่อหลายปีก่อน

    ใน Memento โนแลนเล่นกับความทรงจำคนดู ด้วยการเล่าเรื่องแบบย้อนหลังและไม่ลำดับเวลา ใน Inception โนแลนใช้วิธีเล่าเรื่องแบบไม่ลำดับเวลาตามถนัด แต่ก้าวไปอีกขั้นด้วยการเล่าเรื่องซ้อนกัน 5 ชั้น ในหน่วยเวลาเดียวกันด้วยตัวละครตัวเดียวกัน ในสิ่งที่คล้่าย ๆ จะเรียกได้ว่าเป็น “ความจริง 4 มิติ” ซึ่งแม้จะฟังดู Sci-fi และซับซ้อน แต่ภาพยนตร์ก็สามารถมอบความบันเทิงให้กับคนดูระดับทั่วไปได้อีกด้วย

    แม้เรื่องราวของความฝันหรือกระทั่งความฝันซ้อนฝันนั้นจะมีให้เห็นกันดาษดื่นผ่านภาพยนตร์หลายต่อหลายเรื่อง เห็นกันง่าย ๆ อย่าง เฟรดดี้ ครูเกอร์ ที่เล่นมุขฝันซ้อนฝันกันบ่อย แต่ใน Inception โนแลน วางโครงเรื่องเหนือชั้นด้วยการเปิดให้สงสัยกับภาพเด็กสองคน และคนแก่ในราชวังญี่ปุ่น เปิดตัวคุณแฟนสุดหลอน หลังจากนั้น “Kick” เราด้วยฝันซ้อนฝันสุดล้ำ ที่ถาโถมกันมาแบบไม่ประนีประนอม แล้วปิดภารกิจแรกด้วยความล้มเหลว ต่อจากนั้นจึงออก “กฎ” ของ Dream-Share ให้คนดูฟังไปพร้อม ๆ กับ สถาปนิกสาว ก่อนจะเริ่มปฎิบัติการฝันซ้อนที่กลายเป็นช่วงวินาทีที่ยาวนานที่สุดเท่าที่จินตนาการเราจะไปถึง

    ฉากในโรงแรมนั้นแม้จะไม่ได้ดูใหม่สด เพราะถ้าว่ากันตามจริง มันก็ไม่ต่างกับภาพสภาวะไร้น้ำหนักใน 2001 : Space Odyssey ซึ่งสร้างความตะลึงให้กับคนดูเมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว แต่ด้วยองค์ประกอบที่ถูกวางดักไว้ก่อนหน้านั้นหลายจุดทำให้ความฝันชั้น 2 ที่โรงแรมกลายเป็นหนึ่งในฉากที่จัดว่าน่าทึ่งกับไอเดียอันซับซ้อนและใช้ประโยชน์กับ “กฎ” ที่กำหนดไว้ได้ทุกเม็ดจริง ๆ

    ดนตรีประกอบนั้นโดดเด่นตั้งแต่ Trailers ออกมาแล้ว ด้วยฝีมือของ Han Zimmer ที่จะว่าไปเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความลึกลับ และช่วยคลี่คลายความซับซ้อนของภาพยนตร์ได้เป็นอย่างดี

    งานด้านภาพนั้นดูดีสมราคางานสร้าง และเป็นอีกครั้งที่รู้สึกได้ว่า งาน CG ทั้งหลายในภาพยนตร์ถูกสร้างมารับใช้เนื้อหาได้อย่างเหมาะสมลงตัว ฉากน่าตื่นใจอย่างการพลิกเมือง ก็ทำได้อย่างสมเหตุสมผลกับเนื้อหาที่มี เรียบเนียนไปกับเรื่องราวของหนัง

    แน่นอนชื่อชั้นของ Nolan ยังคงฝากเรื่องหักมุมที่คาดเดาไม่ได้ไว้อย่างแนบเนียน โดยเฉพาะความลับลึกสุดที่พระเอกซ่อนไว้ใน Limbo ของตน ที่คลี่คลายในที่สุดว่าความผิดที่ติดอยู่ในใจของพระเอกคือความผิดพลาดที่ทำ Inception ไว้และความคิดที่ขยายตัวราวกับไวรัสที่ส่งผลสะท้อนจนทำลายชีวิตในโลกแห่งความจริงของพระเอกไปจนสิ้น

    อย่างไรก็ดีแม้หลายอย่างจะดูสมบูรณ์ แต่เรื่องของความรู้สึก ความรัก ซึ่งเป็นจุดอ่อนของโนแลนยังคงเป็นจุดบอดเล็ก ๆ ในภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ดี แม้จะได้รับการแก้ไขและขัดเกลาดีขึ้นกว่าเรื่องที่ผ่าน ๆ มา แต่ต้องยอมรับว่าขณะที่ส่วนอื่นดูอยู่ในระดับสุดยอด พอมีอะไรที่ดูด้อยไปหน่อย เรื่องนั้นก็จะโดดออกมาจนเห็นได้ค่อนข้างชัดเจน แต่ถึงอย่างนั้น Inception ก็ยังเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายของวงการภาพยนตร์ได้โดยไม่ต้องสงสัย

    หลายคนกำลังนั่งถกเถียงตอนจบอย่างออกรส ว่าสุดท้ายแล้วพระเอกฝันหรือตื่นกันแน่ ในนาทีตอนท้ายนั้น พระเอกหมุนโทเท็มของตัวเอง และไม่รอดูว่ามันจะหยุดหมุนหรือไม่ สำหรับผมแล้วนั่นคือคำตอบแล้วว่า Cobb ไม่ได้สนใจแล้วว่าที่ ๆ เค้าอยู่จะเป็นบ้านจริง ๆ จะเป็น Limbo จะเป็นฝันชั้นไหนก็ตาม พระเอก Kick ตัวเองออกจากวังวนของความผิดที่กัดกินตนเองมานานแสนนาน คว้าโอกาสที่จะได้พบหน้าลูกไว้และก้าวไปข้างหน้าตามที่ตนเองเลือกที่จะเชื่อ

    หรือจะเรียกได้ว่า Cobb ได้ Inception ตนเองไปแล้วก็ไม่ผิดนัก

  • Palm d’or 2010 – ลุงบุญมีระลึกชาติ

    อภิชาติพงศ์

    ขอใช้ Post นี้แสดงความยินดีกับคุณอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล
    รางวัล Palm D’or (ปาล์มทองคำ) จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ 2010

  • District 9 :: มนุษย์ต่างด้าว

    หลังจากถูกวางตัวให้กำกับโปรเจ็คหนังฟอร์มยักษ์อย่าง Halo โดยมี Peter jackson เป็นคนโปรดิวซ์ให้ ทุกคนก็พุ่งความสนใจไปยังผู้กำกับหนังหน้าใหม่ Neill Blomkamp กันใหญ่ แต่หลังโปรเจ็คถูกพับไม่มีกำหนด Neill จึงได้รับอนุญาตให้เอาหนังมนุษย์ต่างดาวที่เคยเป็นหนังสั้นมาพัฒนาต่อจนกลายเป็น District 9

    ในแง่ของผู้กำกับหน้าใหม่ที่ต้องมาดูแลงานสร้างขนาดนี้นับว่าเสี่ยงไม่เบา อย่างไรก็ดี Neill ก็แสดงให้เห็นว่าเอาอยู่ และนับว่าสร้างได้ถูกมาก เมื่อเทียบกับฟุตเตจ CG จำนวนมากที่ซ่อนตัวอยู่ในหนัง แน่นอนว่าด้วยหน้าหนังแล้วคงไม่ใช่หนังที่จะทำเงินมากมายนัก (ใครจะยอมมาดูหนังภาพไหว ๆ แบบนี้ซักกี่คนกัน) แต่ด้วยทุนสร้าง 80 ล้านเหรียญ หักลบกลบหนี้ คงได้ทั้งเงินได้ทั้งกล่องไปไม่ยาก

    ถ้าพูดถึงประเด็นของหนัง ตัวแก่นของเรื่องก็พื้น ๆ ไม่มีอะไรหักเหลี่ยมเฉือนคม แต่ Neill ฉลาดในการวางองค์ประกอบหนังให้ดูสมจริง (ทำเป็น Mocumentary) น่าสนใจ (เหตุเกิดในแอฟริกาใต้, กุ้ง (มนุษย์ต่างดาว) เป็นพวกลี้ภัย ฯลฯ) ทำให้แม้ประเด็นที่พูดจะธรรมดาไปหน่อย แต่ด้วยรูปแบบการนำเสนอทำให้เรื่องเดิม ๆ นั้นดูน่าสนใจขึ้นเป็นอย่างมาก

    ส่วนตัวดูจบแล้วรู้สึกว่าแกนของหนังอยู่ที่การรับมือต่อการกลายสภาพของตัวเอก (แต่หน้าโปสเตอร์เมืองไทยนี่สื่อให้เห็นว่ามันเป็นหนังมนุษย์ต่างดาวบุกโลก ยิงกันระห่ำเดือด ซึ่งเชื่อว่าจะมีคนผิดหวังหลังจากออกจากโรงอยู่ไม่น้อย ) ปมประเด็นหลายอย่างถูกจัดวางไว้ เพื่อใช้ประโยชน์เป็นช่วง ๆ ได้เป็นอย่างดี ตัวเอกต่อกรทั้งกับการกลายสภาพภายนอก และการกลายสภาพภายใน จนในที่สุดหนังก็มาถึงบทสรุปว่า มุมมองของตัวเอกต่อกุ้งเป็นอย่างไรและอะไรคือเป้าหมายถัดไปในชีวิตของเขากัน

    ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่สำคัญว่าวิคัสจะกลายสภาพเป็นอะไร เมื่อภาพสุดท้ายแสดงให้เห็นแล้วว่า เค้ายังคงเป็นมนุษย์และการกลายสภาพนั้นเป็นเพียงเปลือกนอกเท่านั้น

    สมหวัง
    + การนำเสนอรูปแบบใหม่ น่าสนใจ และนำมารับใช้เนื้อหาเป็นอย่างดี
    + ตีโจทย์ได้รอบ รวมถึงใช้ประโยชน์ได้ค่อนข้างคุ้มค่า เช่น กรณีเป้าหมายลึก ๆ ของรัฐบาล, พวกหาประโยชน์ชาวไนจีเรีย, การค้าประเวณีข้ามสายพันธุ์ ฯลฯ สร้างโลกอันสมจริงขึ้นมาอย่างน่าเชื่อถือ
    + สะใจที่เรื่องเกิดในโจฮันเนสเบิร์ก แอฟริกา (หาใช่ใน USA ไม่)
    + งาน CG คุณภาพเยี่ยม และที่สำคัญนำมารับใช้เนื้อหา ไม่ใช่นำ

    ผิดหวัง
    – ด้วยปัญหาเรื่องรูปแบบการนำเสนอที่ดูสมจริง ทำให้พอมีอะไรที่ผิดตรรกะหน่อย จึงก่อให้เกิดความสงสัยมากกว่าปกติ เช่น อาวุธที่กุ้งมี ทำไมไม่ใช้ประโยชน์กัน, วิคัสที่พลัดหลงไปบ้านคริสโตเฟอร์อย่างบังเอิญ, จู่ ๆ ทำไมถึงอพยพมาอยู่กันที่โลก เป็นต้น
    – เป็นหนังที่ดูแล้วจิตตกไปหน่อย แต่ถ้าชอบดราม่าหนัก ๆ ก็น่าจะโดนใจไม่ยาก
    – ระบบความคิดที่ไม่แน่นอนของพวกกุ้ง รวมถึงกุ้งบางตัวในหนังที่ฉลาดเกินหน้ากุ้งอีกล้านกว่าตัวที่เหลืออย่างมีนัยยะสำคัญเกินไป
    – แฟนสาวของวิคัสที่บทไม่ค่อยสร้างความน่าเชื่อถือว่าทั้งคู่รักกันขนาดนั้น

  • WWDC 2009 Keynote Download Link

    WWDC 2009

    มีมาให้โหลดกันแล้วครับกับ Key Note ของ WWDC 2009  แบบเป็น MP4 ที่ไม่ใช่ Streaming เอามาฝากกันตามธรรมเนียม  คลิกโดยพลัน

  • Apple iPhone Firmware 3.0 Keynote Download

    เมื่อคืนมีเปิดตัว iPhone firmware 3.0 ตัวใหม่ สำหรับคนที่ดูผ่าน Streaming ของ Apple ไม่ได้ ตอนนี้วีดีโอมีให้โหลดแล้วครับ คลิกโลด Download Keynote

  • Coraline

    Coraline ภาพยนตร์แอนิเมชั่น เทคนิคสต๊อปโมชั่น ของ Henry Selick ผู้กำกับ  The Nightmare before Chrismas ( Tim burton ไม่ใช่ผู้กำกับ Nightmareฯ นะครับ ) อยากดู หลอนได้ใจมาก

    ปล. ช่วงนี้โพสต์วีดีโอหากินไปวัน ๆ

  • MacWorld 2009 Keynote Download

    ไฟล์  Macworld 2009 Keynote เปิดให้โหลดแล้ว (เปิดตัว iLife ’09, iWork ’09 + iWork.com, Macbook Pro 17″ Unibody + iTunes with DRM Free)

    ส่วนความคิดเห็นส่วนตัวเดี๋ยวมาโพสต์อีกที

  • คานส์ทองไทย

    บังเอิญวันนี้ได้ทราบข่าวที่น่ายินดี และเคยเขียนถึงกรณีนี้ไปเมื่อนานมาแล้ว เลยคิดว่าเอามาโพสต์เสียหน่อย ให้ชาวไทยได้ภาคภูมิใจกัน

    คุณอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ได้รับเลือกเป็นกรรมการการประกวดสายหลัก ของงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปีนี้ (สายหลักด้วยนะ ขอบอก ไม่ใช่ส่วนของหนังสั้น หรือ สาย UnCertain Regard เสียด้วย )

    ภาคภูมิใจอย่างแรง สำหรับผมแล้ว คานส์เท่ห์กว่าออสการ์หลายช่วงตัว (เพราะติสต์แตกกว่ากันเยอะ) ดังนั้นการที่คุณเจ้ยได้รับเลือกแสดงให้เห็นว่า งานศิลปะนี่มันไร้พรมแดนจริง ๆ 

    ว่าแล้วก็อยากจะเฮ่อ หลาย ๆ ที เพราะที่อุบลฯไม่มีทางเอา แสงศตวรรษ มาฉายอย่างแน่นอน ได้แต่หวังว่าจะมี DVD ให้ซื้อหา (และไม่ตัดฉากใด ๆ ออกไป)

    ปล.ผมดูหนังคุณเจ้ยไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก แต่ผมว่าหนังแก”แนว”ดี

    ที่มา : ThaiCinema.org