• หมานคร เมืองคนมีหาง

    เนื้อหามีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของหนัง

    วันนี้ได้มีโอกาสดู หมานคร DVD ที่ซื้อมาเมื่อเดือนที่แล้ว (แผ่นแท้ราคา 89 บาท คุ้มเกินคุ้ม) ตัวหนังสนุกมาก เซอร์เรียลได้ใจ ส่วนตัวแล้วตอนที่ดู ฟ้าทลายโจร ตัวหนังเรียกได้ว่าคูลแต่ไม่ค่อยสนุก แต่เรื่องหมานคร ทั้งคูลทั้งสนุก

    หนังเรื่องนี้เหมาะกับคำว่า “ศิลปะ”

    ดูแล้วรู้เลยว่างานโปรดักชั่นเนี๊ยบมาก รวมทั้งโพสต์โปรฯด้วย ดูแล้วก็จี๊ดซะเยอะ เห็นเบื้องหลังฉากบ้านของนางเอกที่บ้านนอกว่าเซ็ตฉากไปสามวัน ออกมาในหนัง 15 วินาที นับถือเลยกับการยกเครนไปตั้งบนแพกลางน้ำ เพื่อถ่ายบ้านกลางน้ำของนางเอกอีกที (บ้าไปแล้ว)

    ที่โดนใจเป็นอย่างแรงก็ตอนที่พระเอกกลับบ้านแล้วพบว่าทุกอย่างที่บ้านนอกช้าลงหมดยกเว้นตัวเอง เพราะเวลาผมไปกรุงเทพฯทีไร ก็รู้สึกว่าคนพวกนี้จะรับอะไรกันนักกันหนา
    ถ้าคุณว่าหนังเรื่อง Sin City คูลมาก ผมว่าหนังเรื่องนี้คูลกว่าเยอะ ตอนที่ผมดู Sin City พบว่ามันจัดจ้าน และบาดใจ แต่เรื่องนี้มันดูคูลขณะที่เป็นไทย ๆ ด้วย (ไม่รู้จะใช้คำอะไรแทนคูล “เจ๋ง”ก็ดูไม่เหมาะเท่าไหร่ ทน ๆ เอาหน่อยนะครับ)

    จุดเด่น – บท, งานด้านภาพ, โปรดักชั่น
    จุดด้อย – การแสดงนางเอก, คุณยายที่โผล่มาให้เสียอารมณ์, บทพูดที่ขัดเขิน, เพลงประกอบ

    ในส่วนธีมหลักของเพลงที่เป็นเพลง ก่อน ซึ่งโดยส่วนตัวผมรู้สึกว่าไม่ค่อยเข้ากับตัวหนัง เพราะภาพเพลงก่อนของผมถูกผูกไว้กับพราย ปฐมพร ความหม่นมืดและการฆ่าตัวตาย (เพลงนี้พรายแต่งให้แฟนเพลงที่ฆ่าตัวตาย) ดังนั้นการนำมาประกอบกับหนังสดใสขนาดนี้ ก็รู้สึกขัด ๆ อยู่ไม่น้อย

    สุดท้ายนี้ผมคิดว่าถ้าไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ ถือว่าผมพลาดไปอย่างแรง ไม่เสียใจเลยที่ซื้อหนังเรื่องนี้มา แนะนำว่าใครสนใจตอนนี้ยังหาได้ตามกระบะเลหลัง VCD ทั่วกรุงเทพฯ

    เรื่องย่อและข้อมูลหนัง ที่นี่

  • อัจฉริยะข้ามคืน

    ไม่รู้มีใครเคยดูอัจฉริยะข้ามคืนหรือเปล่า (เอ หรือต้องถามว่าใครไม่เคยดูจะเหมาะกว่าไหม)
    ผมเคยดูครั้งเดียว (และดูไม่จบซะด้วย) แต่พอเข้าใจคอนเซปต์คร่าว ๆ ว่า
    เกมที่เอาคนเก่งด้านต่าง ๆ มารวมกันในหนึ่งคืน แล้วให้แข่งกันแก้ปัญหาใครชนะได้ 1 ล้านบาท
    วันนี้เจอเข้าที่ Wikipedia รวมคำถามที่ต้องแก้ปริศนาตัวเลขท้ายรายการ จากคำใบ้พิลึก ๆ ให้กลายเป็นเลข 4 หลัก อ่านแล้วก็งง สงสัยว่าผู้แข่งขันมันคิดกันได้ไงฟะ
    หรือเราโง่เองหว่า
    เชิญพิสูจน์ตัวเองได้ที่นี่
    เว็บไซต์ของรายการ ที่นี่

  • Final Fantasy III Thai version (NDS)

    หลังจาก Final Fantasy III ออกรีเมคเป็น 3D บน Nintendo DS ตอนนี้ระหว่างที่รอภาคอังกฤษออก ดูเหมือนจะมีภาษาไทยออกมาก่อนแล้วครับ ใครรอเล่นอังกฤษลองแวะไปดูที่เว็บนี้ www.kenghot.com

    ข้อสังเกตของผมคือ ถ้าไม่มี Internet แล้วเหตุการณ์ที่จะมีคนนำเกมมาแปลคงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ (หรือจะทำได้ก็คงยากมาก)
    ทั้งในแง่ที่ผู้ทำไม่มีระบบแจกจ่ายได้(งานนี้มีการปล่อย Close beta ให้ช่วยกันทดลองด้วย), ไม่สามารถประกาศหาทีมมาช่วยแปลได้ (งานนี้มีหลายสิบคนมาแบ่งหน้าที่กันแปลอย่างเป็นระบบ), ผู้ทำไม่ได้รับคำชมเชย (เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าผู้ทำควรจะได้เป็นที่สุด)

    ส่วนผมเอาใจช่วย ตอนนี้ลังเลว่าจะรอเล่น Eng ดีหรือรอไทยดี เพราะยังไม่เคยเล่นเกม RPG ไทยเลย คงสนุกดีเนอะ (แต่ Eng ก็ได้ฝึกภาษาเอาไงดีน้า -_-“)

    ปล.ตอนนี้มีคนแปล Cooking Mama ไทยออกมาด้วยครับ ใครสนใจแวะหาดูได้ที่บอร์ดไทยนิน

  • เขาคือใคร Jonathan Ive

    บทความสัมภาษณ์และแนะนำ Jonathan Ive หัวหน้าฝ่ายออกแบบผลิตภัณฑ์ของ Apple ตีพิมพ์ใน BusinessWeek เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ตอนนี้มีคนแปลไทยแล้ว เอามาฝากครับ อ่านแล้วก็ได้แรงบันดาลใจดี อ่านได้ที่นี่

    หรือใครมั่นใจในวิชาภาษาต่างประเทศของตัวเองก็ลองได้ที่นี่
    และท่านสามารถแวะดูผลิตภัณฑ์ที่ Ive ออกแบบได้ที่นี่

  • กรรไกรกัดเล็บ

    สินค้า : กรรไกรตัดเล็บ
    ยี่ห้อ : Metro X
    ผลิตโดย : บ.เซ็นทรัล วัตสัน จำกัด
    จัดจำหน่ายที่ : ร้าน Watson
    ราคา : 65 บาท (ถือว่าแพง)
    จุดขาย : ดีไซน์เก๋ไก๋ (แต่จับยากมาก), วางจำหน่ายในร้านที่น่าเชื่อถือ
    วันที่ผลิต : 09/09/2549
    วิธีใช้ : ใช้ตัดเล็บ
    จำนวนเล็บที่ตัดได้ : 0
    สรุป : แกะมาแล้วตัดเล็บไม่เข้า เล็บจะเบี้ยว ๆ ขึ้นมาบาดคุณเองเหมือนเวลากัดเล็บ ห่วยมาก ใครเล็งสินค้าชิ้นนี้อยู่อย่าซื้อโดยเด็ดขาด
    ปัจจุบัน : ลังเลว่าจะทิ้งลงถังขยะ หรือ จะแวะไปโวยกับ Watson ดี

    edit 12 ต.ค. 49 : ผมตัดสินใจแวะไปที่ Watson แต่ไม่ได้ไปโวยอะไรนะครับ แวะไปถามว่ามีใครมาเปลี่ยนบ้างไหม เพราะผมใช้งานมันไม่ได้เลย ปรากฎว่าไม่มี (ไม่รู้ว่าขี้เกียจกัน หรือผมซวยได้อันที่ห่วย) ด้วยความสะเพร่าผมทิ้งใบเสร็จไปตั้งแต่ตอนซื้อมา เพราะไม่คิดว่าสินค้าจะใช้งานไม่ได้ (และยังไม่มีเล็บที่อยากตัดน่ะ) สุดท้ายทางร้านไม่รับผิดชอบ เนื่องจากผมไม่มีใบเสร็จ ผมจึงฝากพนักงานในร้านทิ้ง เพราะมันใช้งานไม่ได้ และลาก่อน Watson

  • Dedicated to Nuxera

    ………วันนี้ฝนตกยังกับฟ้ารั่ว
    ความขมุกขมัวของฟ้าฝน ดูเหมือนคนหดหู่ใจ

    ปี 2540
    ผมเข้าเรียนที่ม. ธรรมศาสตร์ที่ศูนย์รังสิต คณะวิทยาศาสตร์ สาขาศาสตร์คอมพิวเตอร์ คืนแรกของการรับน้อง ผมนั่งปน ๆ กับเพื่อน ๆ รุ่นเดียวกันที่รู้จักกันอย่างผิวเผินที่สนามหญ้าข้างตึกโดมศูนย์รังสิต ในมือถือดอกกุหลาบที่ได้รับมาจากรุ่นพี่ พวกเรามานั่งรวมกันเพื่อนั่งฟังรุ่นพี่ 5-6 คนยิงมุขกันเป็นเวลาเกือบ ๆ 2 ชั่วโมง (ถ้าจำไม่ผิด) ด้วยความอึดอัดในสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ มุข “ยัง!” ช่วยผ่อนคลายความเครียดเหล่านั้นไปได้โข ผมยังยิงมุขนี้กับเพื่อนที่พักห้องเดียวกันในคืนนั้นอย่างครื้นเครง
    หนึ่งในรุ่นพี่ 5-6 คนนั้นมีผู้ชายอ้วน ๆ ผมยาว หนวดรกรุงรัง ท่าทางจะแก่ที่สุดในกลุ่ม ชื่อว่า พี่นุ๊ก ออกเสียงเหมือน นุีก สุทธิดา แต่รูปร่างหน้าตาต่างกันเหลือใจ (ภายหลังแกบอกชื่อในวงการแกว่า Nuxera)
    ถ้านึกหน้าแกไม่ออก ขอให้นึกถึงคุณปาเดย์ (มือเบสของวง Sepia, T-bone)
    มือกลองเก่าพี่นุ๊ก (ชื่ออะไรจำไม่ได้) เห็นหน้าแกครั้งแรกตอนที่เดินสวนกันตรงทางเดิน ชี้หน้าแกพร้อมตะโกนออกมาว่า”ปาเดย์” แล้วก็วิ่งหนีไป แกเล่าให้ผมฟังพร้อมหัวเราะร่วน ในช่วงหลังที่ได้มีโอกาสรู้จักกันจริง ๆ จัง ๆ
    พอเปิดเทอมไม่นาน ผมเข้าห้องเชียร์ครบทุกครั้ง (ที่ธรรมศาสตร์ยุคนั้นไม่บังคับเข้า) จนเพื่อน ๆ แปลกใจ เหตุใหญ่คือผมอยากไปฟังมุขพี่นุ๊ก ฟังดูเหมือนเพี้ยน ๆ แต่ผมอยากเป็นอย่างแกแฮะ แม้ว่าจนแล้วจนรอด พี่แกเข้าแค่ครั้งเดียวเอง (ผมจึงกลายเป็นคนไม่กี่คนในรุ่นที่ร้องเพลงเชียร์ได้เกือบ ๆ ครบ)

    ปี 2541
    ผมขึ้นเล่นดนตรีรับน้องใหม่ ของนักศึกษาทุนช้างเผือก ในอาคารกีฬาที่ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ วันเดียวกันวงพี่นุ๊กขอแจมด้วย วงพี่นุ๊กเล่นก่อนวงเรา ทราบว่าสมาชิกในวงแกกำลังจะจบกันหมดแล้ว เหลือแกที่กำลังจะขึ้นปี 6 ในเทอมนี้ หลังวงพี่นุ๊กเล่นจบ วงผมเล่นต่อจนเลิกงาน พี่นุีกเข้ามาบอก เฮ้ย ตีกลองดีนี่หว่า รู้สึกดีใจ

    ปี 2542
    พี่นุีกฟอร์มวงคณะขึ้นใหม่ พร้อม ๆ กับนักร้องที่อวบอั๋นไม่แพ้กัน พี่เอิร์ธ กับมือกีตาร์ เจ้าเป้ ตอนนั้นระหว่างที่ผมเล่นกับวงเดิม ก็ถูกชวนไปตีกลองให้ ปีนั้นผมขึ้นเล่นให้ 2 วง วงนึง(วงเดิม) เล่นฮาร์ดคอร์โคตรโหด กับอีกวง วงพี่นุ๊ก เล่นเพลงตลาด ฮา ๆ
    หลังจากนั้นไม่นาน เราก็สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นวงคณะได้อย่างไรไม่ทราบ แต่เมื่อไหร่มีงานของคณะ เราก็ได้ขึ้นเล่นทุกครั้งไป วงนี้เหมือนคณะตลก ขึ้นไปยิงมุข ยิงมุข เล่น ๆ แล้วก็ลง
    ช่วงนี้พี่นุีกลงวิชา Algorithm ด้วยกัน มีเรื่องเล่าว่า ด้วยนึกสนุก แกไปโกหกเพื่อนคนนึงว่า สัปดาห์หน้าจะสอบ หลังจากเพื่อนคนดังกล่าวกระจายข่าวไปจนทั่วทั้ง Section แล้วสุดท้ายข่าวก็วนกลับมาจนถึงแกว่าสัปดาห์หน้ามีสอบ แกก็ดันเชื่อ! สุดท้ายมารู้กันทีหลังว่าจริง ๆ พี่นุ๊กนั่นแหละเป็นคนมั่วแต่แรก
    มีอีกครั้งที่ผมลืมทำการบ้านส่ง ก่อนขึ้นรถไฟกลับบ้าน โทรไปหาพี่นุีกบอกพี่ช่วยทำให้หน่อย พี่นุ๊กบอก เออ ๆ ไอ้เพชรมันทำเสร็จแล้วเดี๋ยวจัดการให้ อ้อ พี่ ๆ ขอให้ไอ้เจนด้วยนะ สุดท้ายพอเปิดเรียนมา ได้คะแนนกันครึ่งเดียวยกแก๊งค์ เนื่องจากพี่นุีกเล่นพรินท์จากคอมพ์ออกมาครบคน หน้าตาเหมือนกันเด๊ะ (เอาน่า ก็ดีกว่า 0 เนอะว่าไหม)
    ช่วงปลายปี พี่นุ๊กเริ่มมาติดพันผม หลังจากที่มาเลียบ ๆ เคียง ๆ ถามเรื่อง Photoshop กัน แบ่งปันเรื่องนู้นนี้ ทั้งเรื่องดนตรี เรื่องโปรแกรมกราฟฟิค โปรแกรมทำเว็บ จนกระทั่งปิดเทอม พี่นุ๊กยืมหนังสือ Photoshop ไปตั้งใหญ่จากผม

    ปี 2543
    พี่นุ๊กมาบอกอย่างเศร้าใจว่าหนังสือหายหมด โดนแม่บ้านเอาไปทิ้งหรือโดนขโมยผมจำได้ไม่ถนัดนัก แต่ตอนนั้นไม่โกรธอะไร แปลกดีเหมือนกัน
    ลงท้ายช่วงกลางปี(ถ้าจำไม่ผิดนะ) พี่นุีกถูกรีไทร์ แม้ว่าไม่ได้ถามเรื่องรายละเอียด แต่รู้คร่าว ๆ ว่าแกเรียน Stat ไม่ผ่านหลายรอบมาก แกไทร์แล้วแต่ก็ยังมาสิงนอนที่หอเรา ที่ห้องผมบ้าง ห้องพวกน้องภาคเกษตรบ้าง แล้วแต่วัน ช่วงนั้นมีพักนึงที่ผมกับพี่นุ๊กรับจ๊อบทำเว็บ ได้ตังค์มากินขนม กันตามเรื่อง ก็สนุกดี ช่วงหลัง ๆ แกเข้าทำงานในตำแหน่งเว็บดีไซเนอร์ที่บริษัทในเครือของจัสมิน อินเตอร์เน็ต ก็มีลากผมไปช่วยงานอยู่นิดหน่อย ไปนอนเล่นบ้านแก(ของบริษัทน่ะ) ได้ตังค์ติดกระเป๋ามานิดหน่อย

    ปี 2544
    พี่นุ๊กและคณะมาร่วมงานบายเนียร์คอมพิวเตอร์ที่โรงแรม วันนั้นแกมาในฐานะรุ่นพี่ขอกินฟรี ดังนั้นเพื่อเป็นการตอบแทน แกจึงเอาเพลงมาแลกข้าว ด้วยการร้องเพลง รักเธอทั้งหมดของหัวใจ ของ Pause บนเวที สุดท้ายพอจบเพลงยิงมุขว่า เพลงนี้โจ้ร้องให้กับน้องที่ตายไปแล้ว เหอ เหอ ว่าแล้วก็ลงมาจากเวทีไปนั่งกินต่อสบายใจ
    พี่นุ๊กมาร่วมงานรับปริญญารุ่นเราในชุดเสื้อเชิ๊ตลายหมากรุก หนวดเฟิ้ม แว่นตาดำ และเอาผ้าโพกหัวสีน้ำเงิน ท่าทางเหมือนพวกฝรั่งที่ชอบขับช๊อปเปอร์ประมาณนั้น ถ้าจำไม่ผิดตอนนั้นแกโกนหัวอยู่ ทีแรกแกทำผมเดร็ดล็อค แต่สุดท้ายรักษาไม่ไหวเพราะคัน เลยโกนออก พอโกนแล้วท่าทางจะชอบ เลยไว้มาโดยตลอด

    ปี 2545
    ผมกลับมาทำงานที่บ้านที่อุบลฯ พี่นุ๊กโทรมาหาทางโทรศัพท์บอกว่าแนะนำผมให้ทาง Matching Studio แกพูดติดตลกว่า ทางนั้นอยากได้พี่นุ๊กไปทำงานด้วย แต่แกว่าแกจะแนะนำอาจารย์แกให้ สุดท้ายผมก็ขอบคุณและปฎิเสธที่จะไปสัมภาษณ์กับทางบริษัท เพราะว่าตอนนั้นเริ่มงานที่บ้านมาพักนึงแล้ว

    ปี2549
    ผมไม่ได้ติดต่อพี่นุ๊กมาหลายปีแล้ว พี่เอิร์ธนักร้องของวงโทรมาหาตอนเที่ยง ๆ ของวันอาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม 2549 ว่าพี่นุ๊กสิ้นใจแล้ว
    ฟังคร่าว ๆ ว่าเป้นอุบัติเหตุมอร์เตอร์ไซค์ แกถูกรถมอร์เตอร์ไซค์ขับสวนเลนมาชนเข้า หลังจากถึงโรงพยาบาลตอนตี 2 และหมอบอกว่าแค่ขาหัก พอตี 5 แกสิ้นใจ เนื่องจากปอดฉีก

    วันนี้ผมแวะไปเดินเล่นที่ B2S วน ๆ ดูหนังสือ ดู DVD ดู CD เพลง จนเจอกับอัลบั้ม Dedicated to PAUSE พลิกไปหลังปก เห็นเพลงรักเธอทั้งหมดของหัวใจ ผมหยิบ CD ขึ้นมาเดินไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ ในใจพลางคิดไปเรื่อยเปื่อยถึงตอนที่เล่นดนตรีกับพี่นุ๊ก เราเคยเล่นเพลง Pause กันหลายเพลงเหมือนกัน

    ผมออกมาจาก Robinson ระหว่างเดินไปที่รถ พื้นเฉอะแฉะ มองขึ้นไปบนท้องฟ้ามืด ๆ เพลง รักเธอทั้งหมดของหัวใจ ก็ดังแว่วมาเงียบ ๆ
    … ทุกครั้งที่ฉันคิดถึงเธอ ใจมันคอยบอกตัวเองอยู่เสมอ ว่าเธอนั้นเป็นสุขไปแล้ว….
    วันนี้ฝนตกยังกับฟ้ารั่ว ….. ผมนึกขอบคุณฝนในใจเบา ๆ

    ปล. เรื่องเหล่านี้เขียนจากความทรงจำเก่า ๆ ของผมเอง หากมีข้อมูลใดผิดพลาดวานผู้รู้แจ้งได้
    ปล2. ภาพด้านบนเป็นภาพวอลเปเปอร์ที่พี่นุ๊กทำทิ้งไว้ในเครื่องผมเมื่อนานมาแล้ว

  • iPod King

    วันนี้ตามอ่านบอร์ดของ Thaimacclub.net เจอเรื่อง iPod เฉลิมพระเกียรติ อ่านเรื่องสรุปได้ที่ Dualgeek ที่นี่
    อ่านเรื่องนี้แล้วก็เกิดสะดุ้ง ส่วนหนึ่งเพราะพาดพิงถึงในหลวงที่เรา ๆ ทุกคนเคารพ อีกส่วนเพราะคิดเรื่องทำนองนี้อยู่ในใจตั้งแต่ตอนที่ iPod ออก ในขณะเดียวกันก็เข้าใจฝรั่งที่ไม่เข้าใจ”แนวทางการแสดงความเคารพ” ของชาวไทยด้วยไปพร้อมกัน
    ในช่วงที่ iPod เฉลิมพระเกียรติออกตัวมา มีการวิพากษ์วิจารณ์กันในบอร์ดต่าง ๆ โดยเฉพาะบอร์ดชาวแมคอย่างกว้างขวางว่า เหมาะสมหรือไม่ โดยประเด็นหลักเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกันเองระหว่าง Pop culture อย่าง iPod กับ เศรษฐกิจพอเพียง แม้บางความเห็นจะดูรุนแรง แต่บางความเห็นก็ดูจะน่าสนใจดี
    สุดท้ายในตอนนั้น ตอนที่ iPod ออกมาแล้ว ผมเองก็ถือว่าไหน ๆ ก็ออกมาแล้ว แม้จะไม่เห็นด้วยอยู่ลึก ๆ แต่ก็ถือซะว่า มีคนส่วนหนึ่งที่ต้องการแสดงออกเรื่องจงรักภักดี (และไม่อยากซื้อ Wristband) ก็อาจจะใช้วิธีนี้แทนได้บ้าง (แต่ส่วนตัวคิดว่าจำนวนการผลิต 9,999 เป็นจำนวนที่มากไปหน่อย)
    คราวนี้มาถึงเรื่องที่ฝรั่งลงข้อเขียน ด้วยการ”ด้น”เอาว่า ในหลวงซื้อ iPod 9,999 เครื่องมา แล้วทำการประทับตราออกขายให้กับราษฎร ซึ่งเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน”อย่างใหญ่หลวง” เพราะ iPod รุ่นนี้ทาง Apple ประเทศไทย เป็นผู้ผลิตออกมาจำหน่าย คล้าย ๆ กับเสื้อ, wristband, ธนบัตร, เหรียญตรา, คอมพิวเตอร์, โน๊ตบุ้ค ที่แต่ละผู้ผลิตใช้วิธีนี้ในการ”ทำธุรกิจ” (โดยเฉพาะในปีนี้)
    หากว่าสินค้าต่าง ๆ ทำออกมาดียังพอทำเนา แต่ล่าสุดที่จตุจักรผมเห็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ดูไม่เหมาะสมอย่างรุนแรง เช่น การพิมพ์ภาพในหลวงบนจาน สำหรับประดับในบ้าน หรือที่แย่กว่านั้นคือการพิมพ์ลงบนแก้วน้ำดื่ม (คิดได้ยังไง) เห็นแล้วก็แสลงใจ และจะแย่ถึงที่สุดถ้าฝรั่งถามว่า ใครเหรอที่พิมพ์อยู่บนแก้วใบนั้น

    อย่างไรก็ดี ถ้าสมมุติว่าจะซื้อ iPod ซักเครื่อง ผมเป็นคนนึงที่จะไม่ซื้อ iPod รุ่นนี้ เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะ ถือแล้วไม่มั่นใจ รู้สึกขัดแย้งในตัวเอง

    ปล. จากการอ่านที่ DualGeek ก็พบว่าผมก็เป็นคนหนึ่งที่เจอคนมาขอความช่วยเหลือว่า ตัวเองลบคลิปวีดีโอพระราชกรณียกิจไปอย่างไม่ตั้งใจ
    ปล2. ผมใช้ iPod nano 2GB อยู่ครับ (ได้มาฟรีจากการแถมมากับสินค้าที่สั่งซื้อ)

  • Uninstall Windows Vista RC1

    หลังจากที่ได้ลองลง Windows Vista RC1 ลงใน Notebook ที่ไดร์ฟ D (ซึ่งเดิมเครื่องลง XP ไว้ที่ Drive C) จากที่ไม่ได้ Activate ทำให้ Vista หมดอายุขัยลงใน 14 วัน (บอกตามตรงว่าผมก็ไม่รู้ว่าไอ้ตัวทดสอบนี่ต้อง Activate ยังไง) ก็เลยจำเป็นต้องหาทางลง ครั้น Format ทั้งเครื่องก็ดูสิ้นคิดไปหน่อย เลยมั่ว ๆ ด้วยการ Format ไดร์ฟ D ซะ พอเข้าหน้าจอ Boot เครื่องก็มีให้เลือก Vista อยู่ดี เลยคิดว่าคงเพราะที่ MBR (Master Boot Record) อาจจะยังมีส่วนที่ Vista เขียนไว้อยู่ (ตัวที่เป็น OS Selection)
    คิดได้ดังนั้นก็เอาแผ่น CD Windows XP ใส่เครื่อง รีบูต เข้าเมนู Setup ของแผ่น CD จากนั้นเลือก Repair รอซักครู่จะเข้าหน้าจอดำ ๆ ให้เลือก 1 เข้าแก้ไข Windows ตัวปัจจุบัน จากนั้นให้กรอก Administrator Password ที่ใช้ใน Windows เข้าไป รอซักครู่ จะเข้าสู่ c:/windows> พิมพ์ fixboot จากนั้นรอซักครู่ รีบูต ทุกอย่างก็กลับมาเหมือนปกติ

    สำเร็จแบบฟลุค ๆ งง ๆ

  • สุพาผิด คำพังเลย ฉบับ eYacht

    อายุต่ำกว่า 15 ปี ควรมีผู้ใหญ่คอยกำกับดูแลขณะอ่าน
    Under 15 Parental Guidence

    ลูกไก่อยู่ในกำมือ จะบีบก็คลาย จะตายก็รอด
    หมายถึง สถานการณ์อยู่นอกเหนือการควบคุม ตั้งใจจะบีบก็กลับคลาย บทจะตายก็กลับรอด

    รู้หลบเป็นหลีก รู้ปีกเป็นหาง
    หมายถึง ตระหนักรู้ตัวอยู่เสมอ หากต้องหลบก็หลีกทันที รู้เสมอว่าอะไรเป็นปีก อะไรเป็นหาง จะหลบตอนนี้ควรใช้ปีกหรือหางดี

    เสือ 2 หัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้
    หมายถึง เสือ 2 หัวก็ทะเลาะกันจะแย่อยู่แล้ว ดังนั้นเสือ 2 หัวจึงไม่สามารถอาศัยกับใครได้อีก จะพาลทะเลาะกันจนเกิดอันตรายได้

    ได้ทีขี้แพะไหล
    หมายถึง เมื่อสบก็โอกาสก็เอาใหญ่ ราวกับแพะที่พอได้ที ก็ขี้ไหลออกมามากมาย

    ฝนตกขี้แพะไหล
    หมายถึง พลอยเหลวไหลไปด้วยกัน มักใช้คู่กับ ได้ทีขี้แพะไหล

    ขี่ตั๊กแตนจับช้าง
    หมายถึง การทำเรื่องยากด้วยต้นทุนทรัพยากรเพียงน้อยนิด

    ตีคราดกระทบวัว
    หมายถึง ไม่อยากจะออกตัว จึงใช้เทคนิคชิ่ง อยากตีวัวแต่กลัววัวเตะ จึงตีคราดให้ไปฟาดวัวอีกต่อหนึ่ง

    ฝนเข็มให้เป็นทั่ง
    หมายถึง พยายามไปก็ไร้ประโยชน์

    ยุให้ยำ รำให้มั่ว
    หมายถึง ยุให้ทำมั่วไปหมด ราวกับคนที่จะทำทั้งยำและจะรำไปในเวลาด้วยกัน

    ภูเขาบังเส้นผม
    หมายถึง ไม่มีทางมองเห็น

    ที่มา : http://eYacht.lamfa.com

  • BreadCrumb

    หลายคนที่ได้ลอง Vista ตัว RC1 แล้ว ใน Windows Explorer คงจะเห็นตัวแสดง path แบบใหม่ หน้าตาคล้าย ๆ กับเวลาเราใช้งานเว็บ

    Home page -> Section page -> Sub section page
    Computer -> Pictures -> Baby

    ซึ่งตรงนี้เค้าเรียกว่า BreadCrumb (เศษขนมปัง) วันนี้เกิดสงสัยว่าทำไมเรียกว่า เศษขนมปัง เลยไปค้นดูที่ wikipedia เจ้าเก่าได้ความดังนี้

    Breadcrumbs or breadcrumb trails is a navigation technique used in user interfaces. Its purpose is to give users a way to keep track of their location within programs or documents.

    The technique takes its name from the trail of bread crumbs left by Hansel and Gretel in the popular fairytale.

    จึงถึงบางอ้อ ว่ามาจากเทพนิยายบ้านขนมปัง ที่ Hensel และ Gretel สองพี่น้อง ทิ้งเศษขนมปังไว้ตามทางในป่า เพื่อจะได้กลับบ้านถูก

    ปล.แถมให้ว่าหากสนใจเรื่อง GUI มีอีกเพียบที่นี่