ธุรกิจที่ดูแลมีส่วนหนึ่งที่เป็นโรงแรม
โรงแรมเป็นธุรกิจที่แปลกแตกต่างจากการค้าทั่วไป
ค่าที่ว่ารายได้ของโรงแรมขึ้นกับการขายห้องพัก
(ส่วนนี้เรานับว่าค่าห้องถือเป็นรายได้หลัก
และถือว่าห้องอาหาร ค่าซักรีด ค่าเครื่องดื่ม ฯลฯ เป็นรายได้รอง)
เรามีสินค้าคือ ห้องพักทั้งสิ้น 33 ห้อง
นั่นหมายถึงว่า รายได้เราอาจจะได้เพียง 0 บาท
ในกรณีที่ขายห้องพักไม่ได้เลย
และหากคืนนั้นขายห้องพักไปได้กี่ห้อง
ก็จะเป็นรายได้ของวันนั้น ๆ
ส่วนห้องที่เหลือ เท่ากับไม่ได้เงิน
ซึ่งจะไม่เหมือนกับการขายสินค้าอื่น ๆ
อย่างพรินเตอร์ หากคุณขายไม่ได้วันนี้
พรุ่งนี้คุณก็ขายพรินเตอร์ตัวเดิมต่อไป (จนกว่าจะขายได้)
แต่ห้องพักไม่ใช่ สินค้าวันนี้ก็หมดอายุวันนี้
โอกาสสร้างรายได้เกิดขึ้นรายวัน ไม่ใช่รายสินค้า
อย่างไรก็ดี รายได้ของโรงแรมจากการขายห้องพัก
จะไม่มีทางมากไปกว่ามูลค่าจากการขาย 33 ห้องไปได้
นี่คือข้อจำกัดทางด้านรายได้
ในส่วนของรายจ่ายก็เช่นกัน
ธุรกิจโรงแรมเป็นธุรกิจที่มี Fix Cost สูง
ในส่วนอื่น ๆ ที่เป็นค่าซักรีด ค่าน้ำยา
ค่ากระดาษทิชชู่ ฯลฯ ก็ส่วนหนึ่ง
อีกส่วนใหญ่คือค่าแรง
ที่ไม่ว่าคุณจะขายห้องได้กี่ห้อง
ทุก ๆ วันคุณก็ต้องจ้างคนเท่าเดิม
และเพราะคุณไม่อาจรู้ได้ว่าวันไหนแขกจะเต็มหรือไม่เต็ม
ดังนั้นคุณจะลดคนได้ลำบากมาก
คุณต้องมีคนมากเพียงพอจะดูแลห้องพักเสมอ
(ซึ่งปัญหานี้จะเกิดขึ้นน้อยหากเป็นโรงแรมขนาดใหญ่
ตามหลัก Economy of Scale)
ห้องพักจึงต่างจากสินค้าอื่นที่หากคุณขายไม่ดี
คุณมีสิทธิในการลดบุคลากรลงได้
ให้เหมาะสมกับรายได้ที่เข้ามา
นอกจากนี้โรงแรมยังต้องทำงานกันตลอด 24 ชม.
ต้องมีหลายกะ ทำให้ต้องเผื่อคนกรณีวันหยุดไว้
นั่นทำให้รายจ่ายด้านค่าแรงสูงขึ้นไปอีก
ดังนั้นความฝันอันสูงสุดของโรงแรมคือ
“ห้องเต็มทุกคืน”
เล่ามาเสียยืดยาว
จริง ๆ แล้วเรื่องที่ตั้งใจจะเขียนมีดังนี้
วันนี้มีเรื่องให้ต้องขบคิด
โรงแรมเราจะแบ่งการเข้ามาของรายได้เป็น 2 ส่วน
1 คือ ส่วนของรายได้ห้องพัก
2 คือ ส่วนของรายได้จากห้องอาหาร
คราวนี้ปกติโรงแรมจะขายห้องพักรวมอาหารเช้า 2 ที่
เราตีว่าค่าอาหารเช้า 1 ที่ คือ 50 บาท
ดังนั้นห้องพักจะราคาสูงขึ้น 100 บาท
ในกรณีที่ลูกค้าทานอาหารเช้าด้วย
ในตอนเช้าลูกค้ากินอาหารเช้าตามคูปอง
ห้องครัวทำอาหารให้ รายได้ก็เป็นส่วนของครัว
อันนี้ไม่แปลกอะไร เพราะเกิดต้นทุนที่ครัว
คือค่าวัตถุดิบ เครื่องปรุงและค่าแรง
คำถามคือหากว่าลูกค้าซื้อห้องพักรวมอาหารเช้า
แต่วันรุ่งขึ้นเกิดเหตุสุดวิสัย ไม่ได้ทาน
รายได้นี้เป็นของฝั่งห้องพัก หรือ ห้องอาหาร
1
ผมเชื่อว่าเป็นของห้องอาหาร
เนื่องจากว่าเจตจำนงค์ของลูกค้า
ที่ยินดีควักเงินมากกว่าปกติ 100 บาท
เพื่อที่จะทานข้าวเช้ากับโรงแรมนั้น
รายได้นี้เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเรามีห้องอาหารตั้งอยู่
หากไม่มีห้องอาหารอยู่ในโรงแรม
เงิน 100 บาท ไม่มีทางเกิดขึ้นได้
ดังนั้นความดีความชอบควรยกให้ห้องอาหารไปโดยปริยาย
แม้ว่าห้องอาหารจะไม่ได้เสียวัตถุดิบใด ๆ
2
อีกทางกล่าวว่าควรเป็นของฝั่งห้องพัก
โดยให้เหตุผลจากการสมมุติสถานการณ์ว่า
หากห้องอาหารในโรงแรมเราไม่ได้เป็นคนทำเอง
เราจ้างคนอื่นมาเปิดร้านอาหารในโรงแรมเรา
เราจะจ่ายเงินให้กับห้องอาหาร
เฉพาะในกรณีที่ห้องอาหารทำอาหารเช้าให้แขกทาน
ซึ่งเขาต้องเสียวัตถุดิบและแรงงานในการทำอาหาร
หากว่าไม่เกิดการทำอาหาร เราก็ไม่ควรจ่ายเขา
ดังนั้นตามตัวอย่างนี้
รายได้นี้จึงควรเป็นของห้องพักอย่างไม่ต้องสงสัย
ไม่มีเฉลยนะครับ
เพราะผมก็ไม่รู้ว่าอะไรถูก
แต่ตอนนี้โรงแรมเราเลือกแบบที่ 2
เพราะมันคือความเห็นของคนที่ผ่านร้อนมาก่อนผม 30 กว่าปี

Leave a Reply