พักหลัง ๆ นี้บางครั้งอ่านบล็อกของคนอื่น ว่าด้วยเรื่องการวาดบริษัทในฝันขึ้นมา เพราะระบุ วิธีการจูงใจพนักงาน ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและอยู่ร่วมบริษัทได้นาน ๆ ทีแรกที่อ่านก็รู้สึกว่าน่าสนใจ อีกใจหนึ่งก็คิดในใจว่าค่อนข้างจะเพ้อฝันไปหน่อย เพราะสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนนี่เอง ที่ทำให้เราบริหารกันได้ไม่จบสิ้น ใช่ว่าการมีค่าตอบแทนที่ดี การสร้างงานที่ท้าทาย การปรับรายได้เป็นระยะ มีโบนัสล่อใจ ฯลฯ จะทำให้คนอยู่กับเราได้นาน
ที่ร้านเป็นรูปแบบกลางเก่ากลางใหม่ เรามีพนักงานหลายสิบคนที่ทำงานกับเรามาไม่ต่ำกว่า 10 ปี และหลายสิบคนที่ทำงานมากกว่า 5 ปี หลายสิบคนเพิ่งเร่ิมงานได้ไม่ถึง 2 ปี และอีกหลายคนที่เริ่มงานเมื่อเดือนก่อน เราไม่ใช่บริษัทขนาดเล็กเพิ่งเปิด พร้อมด้วยเพื่อนฝูงมาลงขันกัน ขำ ๆ ทำงานครีเอทีฟ เอามันเข้าว่า หรือ ไม่ใช่บริษัทขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยรูปแบบแผนกชัดเจน เราเป็นร้านค้าขนาดกลางค่อนเล็ก ที่ยังคงระบบครอบครัวไว้ค่อนข้างสูง
เราผ่านช่วงเวลาของชีวิตแต่ละคนมากมายหลายวัย ทั้งเด้กจบใหม่ คนเพิ่งบวช คนเพิ่งแต่ง คนเพิ่งคลอด คนเพิ่งหมดประจำเดือน เป็นอาทิ ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานอย่างที่เราคาดไม่ถึง จนเป็นสาเหตุให้เวลาอ่านตำราว่าด้วยเรื่องการบริหารคนแล้ว ก็ออกจะหมั่นไส้อยู่ซักหน่อย คนมันซับซ้อนกว่าการจำกัดความอย่าง Job Rotation, หรือ On The Job Training มากนัก
ขอยกตัวอย่างว่าหากพนักงานคนหนึ่งกำลังจะแต่งงาน
- หากว่าแต่งกับคนในบริษัท เตรียมปวดหัวได้เลย ยิ่งหากว่าเป็นพนักงานบัญชี กับ การเงิน หรือ สต็อคกับฝ่ายขาย ก็ต้องระวังการทุจริตให้มาก นอกจากนี้หากว่าใครคนหนึ่งเกิดปัญหากับบริษัทขึ้น จะพ่วงอีกคนไปอย่างไม่ต้องสงสัย
- หากแต่งนอกบริษัท และคู่ครองเป็นราชการที่มีอายุงานยังไม่มาก ก็มีแนวโน้มจะลาออก ย้ายตามคู่ครองไปหากถูกย้าย หรือไม่อย่างนั้น ก็ลาออกไปทำราชการตามกัน ก็เป็นไปได้สูง
- นอกจากนี้หากว่าคู่ครองเป็นราชการ จะเป็นปัญหาเรื่องวันหยุด เพราะราชการหยุดมากกว่าระบบที่ร้าน (ทำจันทร์ – เสาร์) ดังนั้นพนักงานอาจลางานบ่อยขึ้น
- ในงานแต่งงาน ต้องออกหน้าช่วยมากแค่ไหน (ทั้งในแง่ของเงิน และ สิ่งของ)ถ้าช่วยคนนี้เท่านี้ และต่อไปคนนั้นจะเท่าไหร่ ต้องเสมอเหมือน หรือไม่ต่างกันจนเกินไป
- งานแต่งงานต้องไปร่วมหรือไม่ หากคนก่อนไม่ไป ไปร่วมงานคนนี้ จะดูเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร
- หลังแต่งงาน ปัญหาครอบครัวของอีกฝ่าย อย่าง พ่อแม่สามี จะเริ่มมีอิทธิพลต่อพนักงานเรา อย่างเช่นอาจแนะนำงานใหม่ ๆ ให้ โอกาสลาออกก็สูงขึ้น
- หลังจากนี้หากมีลูกกัน ถ้าเป็นผู้หญิงก็ต้องตั้งครรภ์ นับจากนี้อีก 9 เดือนจะลาคลอดไป 45 วัน ตอนนั้นจะทำอย่างไร หากรับพนักงานมาทำหน้าที่แทนตรงนี้ แล้วพอคลอดเสร็จจะให้พนักงานคนใหม่ทำอะไรดี
- ช่วงแรกของการตั้งครรภ์ ทำงานหนักไม่ได้ ยกของหนักไม่ได้ ช่วงท้าย ๆ ของการตั้งครรภ์ แม้จะออกไปพบลูกค้าได้ แต่ก็ดูไม่เหมาะสม หากทำงานหนักเกินไปจนแท้งบุตร จะทำอย่างไร
- พอคลอดจะช่วยเหลือเงินอย่างไร และพอหลังคลอดมีแนวโน้มสูงมากที่จะลาออก เพราะตอนตั้งครรภ์ก็ทน ๆ อยู่เพื่อรอรับประกันสังคม พอคลอดเสร็จหากไม่มีคนเลี้ยงลูกก็ต้องลาออกมาเลี้ยง
- หากมีลูกพอมาทำงาน ก็มีเงื่อนไขอื่น ๆ อย่างลาพาลูกไปหาหมอ ลูกป่วย พาลูกไปสมัครโรงเรียน ไปดูลูกแสดงในงานวันเด็ก ไปร่วมงานวันแม่ ฯลฯ
- แนวโน้มการทุจริตจะสูงขึ้น เนื่องจากการเลี้ยงเด็กคนหนึ่งต้องใช้เงินเยอะ (ค่านมสมัยนี้แพงอย่างไม่น่าเชื่อ) พนักงานจากที่ไม่รู้สึกรู้สากับเงิน จะรู้สึกว่าอยากมีเงินมาก ๆ คิดถึงอนาคตของลูก พร้อมทุำทุจริตได้ง่ายขึ้นโดยท่องในใจว่าเพื่อลูก
เรื่องพวกนี้ตำราไม่ได้พูดถึง ต้อง On The Job Training อย่างเดียว

Leave a Reply