Category: Opinion

  • 10 ข้อเกี่ยวกับผม

    1. ผมคิดว่าหนังเรื่องหลวงพี่เท่ง เป็นหนังที่ดีมาก ที่สุดของบทภาพยนต์ การกำกับ และลำดับภาพ
    2. ผมคิดว่าผลิตภัณฑ์ของ apple ที่ออกมาทั้งหมด มีสิ่งที่ได้เรื่องแค่ iPod hi-fi เท่านั้น
    3. ผมคิดว่าGoogle เป็นบริษัทที่น่าเบื่อมาก
    4. ผมหันกลับมาทานหูฉลามเหมือนเดิมแล้ว
    5. ผมเกลียดฉากหลังเวทีที่ออกแบบเอง ในงานเลี้ยงคืนนี้มาก
    6. ผมตั้งใจว่า Entry นี้จะเป็นการเขียนบล็อกครั้งสุดท้ายของผม
    7. ผมเกลียด Modern Dog และไม่เข้าใจว่าทำไมนิตยสารวัยรุ่นเปิดตัวใหม่ต้องให้พี่ป๊อดขึ้นปกทุกที
    8. ผมกำลังจะเปลี่ยนชื่อเป็น นพดล เพราะคนส่วนใหญ่เรียกผิดจากนพพล อยู่บ่อย ๆ
    9. ผมน้ำหนัก 60 กิโลกรัม
    10. ผมหยุดอัพบล็อกเป็นพัก ๆ เพราะไปผ่าตัดแปลงเพศ

    สุขสันต์วันที่ 1 เมษายน ครับ

    ปล. สุขสันต์วันเกิดนะยีน

  • ว่าด้วยเรื่องของนายรักชาติ

    วันนี้มีคนมา Comments ยาวเฟื้อยในหน้าที่เคยพูดเรื่องสนธิ และ นายกฯ อ่านได้ที่นี่
    ถ้าใครสังเกต ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม ผมมีรายละเอียดข้อมูลของเว็บโชว์ที่ด้านขวายาวเฟื้อย ด้านล่างสุดจะบอกข้อมูลว่าผู้ที่เข้ามาใน blog ค้นหาโดยใช้คีย์เวิร์ดอะไร

    ดูภาพประกอบ

    ภาพหน้าเว็บไซต์

    (คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพใหญ่)

    หมายความว่าคุณ”รักชาติ” ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับนายสนธิจากเสิร์ชเอนจิ้นท์ แล้วก็ไล่ตอบคอมเมนท์อันยาวเฟื้อยนี้ไปในทุกที่ (หรือเปล่า)โดยผมเชื่อว่าไม่ได้อ่านเนื้อหาใน Blog เลย โดยยืนยันได้ดังนี้

    1. หน้าที่ลิงค์มาคือหน้านี้ของ Google  หากกดเข้าไปดูจะพบว่า เป็นหน้าผลค้นหาคำว่า”สนธิ” เป็นหน้าที่ 43 จากการค้นคำว่า “สนธิ” จากกูเกิล (ขยันมาก ๆ ผมเองไม่เคยคิดเลยว่าจะสามารถค้นคำว่าสนธิได้จากบล็อกของตัวเอง)

    2. หน้าเว็บอื่น ๆ ที่ปรากฏในหน้าผลค้นหาของกูเกิลดังกล่าว มีการเข้าไปโพสต์คอมเมนท์ของคุณรักชาติอยู่แทบทุกอัน เช่น ที่นี่ หรือ ที่นี่ หรือ ที่นี่ เป็นต้น

    ขอแนะนำให้เปิดหน้า กูเกิลในข้อ 1 แล้วกดลิงค์ต่าง ๆ ในหน้านั้น แล้วเลื่อนลงไปอ่านคอมเมนท์ของแต่ละหน้าเว็บนั้นดู เจอคุณรักชาติเยอะมาก สนุกดี

    คุณ”รักชาติ” เป็นสิ่งมีชีวิตที่ประหลาดมาก วันนึง ๆ คุณรักชาติไม่ทำอะไร เปิดกูเกิลแล้วก็โพสต์ข้อความยาว ๆ อันนี้ไปทุก ๆ ที่ที่มีผลค้นหาคำว่า สนธิ ในเน็ต ซึ่งถ้าไม่มีผลประโยชน์อื่นแอบแฝง (อย่างมีคนจ้าง) ก็ถือว่าเพี้ยนใช้ได้ทีเดียว

    แต่สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณ เพราะบล็อกนี้ร้างคนคอมเมนท์มานานแล้ว ดังนั้นไม่ขอลบออก นาน ๆ จะมีคนเมนท์ที ต้องเก็บไว้เป็นอนุสรณ์

  • เหตุผลที่คนไม่อัพบล็อก (อาจเป็นเพราะ ไม่มีเรื่องอะไรจะดีพร้อม จนจะอัพกันนะนี่)

    1. งานยุ่งจนไม่มีเวลา
    เมื่อมองในแง่เป็นงานอดิเรกก็ควรทำตอนมีเวลาว่าง ถ้าไม่มีก็ไม่ควรทำ

    2. ไม่มีเรื่องจะอัพ
    การเขียนแต่ละครั้งก็ต้องใช้ความคิดพอสมควร ดังนั้นถ้าไม่ปิ๊งขึ้นมาจริง ๆ ก็ไม่อยากอัพ อาจมองปัญหาได้อีกทางว่า เพราะไม่มีอินพุตดี ๆ เข้าเลยไม่มีเอาพุตออกมา (อินพุตดี ๆ เช่น การอ่านหนังสือ นิตยสาร ดูหนัง เดินทาง ฯลฯ)

    3. มีเรื่องจะอัพหลายเรื่อง แต่ละเรื่องยากที่จะนำเสนอ
    บางทีมีเรื่องอยากจะอัพหลายอย่าง แต่ยากที่จะอธิบายออกมา หรืออาจต้องทำภาพประกอบ หาข้อมูลเพิ่ม ทำให้ยังไม่สามารถทำได้ในทันที (และขี้เกียจทำในที่สุด หุหุ)

    4.น้อยใจ ไม่มีคนคอมเมนท์
    ความรู้สึกแบบนี้มาเป็นช่วง ๆ ไม่เป็นตลอด ซักพักพอได้โพสต์อันที่รู้สึกว่าเขียนได้ดี ความรู้สึกแบบนี้ก็จะหายไปเอง

    5. ขี้เกียจ
    ขี้เกียจก็คือขี้เกียจ โอย พูดแล้วขี้เกียจอธิบาย

    ตอนนี้อยู่ในสภาวะที่ 3 เรื่องที่อยากอัพมีแต่เรื่องยาก ๆ ทั้งนั้นเลย

  • บุคลิกภาพแปลก ๆ ของผม

    1. จับแก้วน้ำด้วย 4 นิ้ว นิ้วก้อยจะไม่สัมผัสแก้วและชี้ออกมา ดูคล้าย ๆ สาวประเภทสองจับแก้ว (แต่ผมไม่ใช่นะครับ)
    2. ขบฟันเวลานอนหลับ
    3. กัดฟันเวลาใช้ความคิด
    4. ขมวดคิ้วเวลาเครียด
    5. หลบสายตาคนที่พูดด้วย
    6. พูดช้าลงและออกเสียงควบกล้ำชัดเจนเวลาที่จะต้องอธิบายเรื่องยาก ๆ คล้าย ๆ กับคิดข้อความที่จะพูดออกมาเป็นตัวอักษรในหัวก่อนแล้วอ่านมันออกมา
    7. กัดริมฝีปากล่างเวลาเล็ง
  • กู้ชาติเองที่บ้านก็ได้ง่ายจัง (หรือเปล่า)

    วันนี้ได้รับเอกสาร “คู่มือไม่ซื้อสินค้าและไม่ใช้บริการ (BoyCott) ร่วมกันทวงคืนประเทศไทย” ว่าด้วยการไม่ซื้อสินค้าและบริการท่ี่เกี่ยวข้องกับนายกทักษิณทั้งสิ้น 13 ข้อ และด้วยเพราะว่าไม่ได้ตามรายละเอียดตั้งแต่ต้น ทำให้งง ๆ ว่าบางข้อเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของนายกฯ และพวกพ้อง แต่ที่ติดใจและเอามาพูดวันนี้คือข้อสุดท้ายน่ะครับ

    ทั้ง 13 ข้อมีคร่าว ๆ ดังนี้

    1. AIS, 1-2-Call, GSM 1800, MFA, M link, M-Shop
    2. สมุดหน้าเหลือง, 1188
    3. CS Loxinfo, iPTV, Shinee.com
    4. ไม่ไปเที่ยวสิงคโปร์
    5. Singapore Airline, Air Asia
    6. Capital OK, UOB, DBS
    7. CS Asset, World Wide Home Development , TCC Development , และโครงการอื่น ๆ ที่บริษัทแคปปิตอลแลนด์ ถือหุ้น
    8. Tiger Beer, Heineken (โหดร้ายเหลือเกิน)
    9. She@Mood , Cafeinn, Smart Phone
    10. ให้กำลังใจนักข่าว iTV ต่อสู้กับผู้บริหาร
    11. ม.ชินวัตร, การเรียนภาษาที่สิงคโปร์
    12. กลุ่มโรงพยาบาลพระรามเก้า , โรงพยาบาลในเครือพญาไท, กลุ่มโรงพยาบาลเปาโล, โรงพยาบาลศิขรินทร์, โรงพยาบาลสยามสาขาโชคชัยและนวมินทร์
    13. ก่อนขึ้นรถแท็กซี่ถามแท็กซี่ก่อนว่าสนับสนุนพตท. ทักษิณ ชินวัตร ไม่ใช้บรืการแท็กซี่คันนั้นพร้อมให้เหตุผลว่าทำไม

    ข้ออื่นนั้นผมเห็นด้วยที่ว่าหากคุณจะ BoyCott ก็กระทำกันเถิดครับ สุดแท้แต่ศรัทธาและความเชื่อของแต่ละคน แต่ข้อสุดท้ายนี้ มันไม่เกี่ยวกับกระเป๋าของนายกฯและพวกพ้อง มันเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ส่วนหากจะอ้างถึงประชาธิปไตย อย่างที่ชอบอ้างกัน มันก็เป็นสิทธิของแท็กซี่ที่เชื่อและรักนายกฯ เราจะรับบริการจากคนไทยด้วยกันที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกันไม่ได้เชียวหรือ ฟังดูใจแคบเกินไปหน่อยหรือเปล่า (และการไปอธิบายก็ดูเสี่ยงตายกว่าการขึ้นรถไปด้วยกันโดยไม่พูดคุยเรื่องนี้กันนะผมว่า)

  • ทุกข์ของนายจ้าง

    ในร้านแห่งหนึ่งที่คุณเป็นเจ้าของ
    หากว่าคุณได้ยินมาว่ามีพนักงานคนหนึ่งในร้านขโมยของ
    คุณจะทำอย่างไร

    1. ยังไม่มีหลักฐาน แน่นหนา ชัดเจน ทนทุกข์ต่อไปกับความรู้สึกหวาดระแวงว่าพนักงานคนนี้จะขโมยของเราไปเมื่อไหร่ (และก็ไม่รู้ว่าจะได้หลักฐานเมื่อไหร่ หรือแม้กระทั่งยังไม่มั่นใจว่าจะได้หรือเปล่าด้วยซ้ำไป)

    2. ไล่ออกไป และทนทุกข์ต่อไปกับความรู้สึกผิดที่ไล่พนักงานออก และมันจะแย่สุด ๆ เวลาที่พนักงานคนดังกล่าวพูดทิ้งท้ายหลังถูกไล่ออกว่า ถ้าเถ้าแก่คิดว่าผมขโมยล่ะก็ เถ้าแก่เข้าใจผิดแล้ว คนอื่นต่างหากที่ขโมย (ซึ่งเราก็ไม่อาจรู้ได้ว่าจริงหรือไม่จริง บางทีพนักงานอาจจะขโมยนั่นแหละ แต่หลอกให้เรากลุ้มเล่น หรืออาจจะอยากลากเพื่อนร่วมก๊วนลงเหวไปด้วยกันก็เป็นได้ ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นก็จะเข้าสู่ Loop นี้เหมือนเดิมอีกรอบหนึ่ง)

  • พี่น้องครับ …. ยอดผู้ชุมนุมล่าสุด

    งานชุมนุมที่สนามหลวงมีคนเข้าร่วมเท่าไหร่
    คงมีหลายคนที่สงสัย เพราะตัวเลขที่แต่ละฝ่ายเคลมกัน
    ต่างกันเหลือเกิน (2 พัน กับ 3 แสน?)

    อ่านเจอ Blog ที่วิเคราะห์เป็นเรื่องเป็นราว
    โดยใช้ Google Earth คำนวณ
    แอบเอามาฝากกัน
    http://www.fringer.org/?p=97

  • Buzz Aldrin คือคนที่เหยียบดวงจันทร์เป็นคนที่ 2

    สรุปรวมเรื่องของการไปเรียน mini-MBA
    ว่าด้วยเรื่องของ IMC ซึ่งเป็นการทำการตลาดแบบหลาย ๆ สื่อ

    คราวนี้เรียนการตลาดไม่พูดเรื่องการสร้างแบรนด์ก็กระไรอยู่
    พออาจารย์ท่านใดพูดถึงการสร้างแบรนด์ ก็จะพูดเหมือน ๆ กันหมด
    ” เอ่อ การบิวด์แบรนด์เนี่ย ถ้าจะพูดนี่ยาวเลยครับ
    คอร์สนี้คงไม่พอ เอาว่าง่าย ๆ ว่าคือเราต้องสร้างความรู้สึกของผู้บริโภค
    ไปยึดพื้นที่ในใจของผู้บริโภคให้ได้ เป็นที่หนึ่งในใจของลูกค้าเรา
    เป็นที่สองไม่ได้ ไม่มีใครจำที่สองได้ครับ อย่างคุณรู้ไหมว่าใครเหยียบดวงจันทร์เป็นคนแรก”
    “นีล อาร์มสตรอง”
    “คนที่สองล่ะ”
    “…….”

    Neil Armstrong

    เรียนกับอาจารย์ 7 คน ผมเจอ นีลอาร์มสตรองไป 3 ดอก
    ตอนนี้เลยมานั่งท่องว่าเออ คราวหน้าเจออีกนะ
    จะตะโกนทันทีเลย
    “Buzz Aldrin เป็นคนที่สอง และคนที่ขับยานวนรอบดวงจันทร์คือ Michael Collins ครับ”
    (อาจารย์คงตอบว่า อืมเห็นไหมครับว่าส่วนใหญ่ไม่ทราบ ดังนั้น blah blah…)

    Buzz Aldrin

    แต่ที่ติดใจคือ เราจะสามารถหาตัวอย่างที่ดีกว่า นีล ในเรื่องของการเป็นที่หนึ่งได้หรือไม่
    เพราะไม่สาแก่ใจเลยที่ใคร ๆ ก็พูดเหมือนกันหมด ผมนั่งนึกนอนนึกมาหลายวันได้ดังนี้ (more…)

  • ดื่มสุราผิดศีลข้อ 5

    บางอย่างที่ได้จากการเรียน IMC

    7-11 ที่ขายดีที่สุดในประเทศอยู่ที่ท่าพระจันทร์ จริง ๆ ก็ไปมาหลายครั้งสมัยเรียน ก็พอรู้ว่าขายดี แต่ไม่คิดว่าดีที่สุดในประเทศ (ว่ากันว่าค่าเช่ารูเล็ก ๆ นั้น ประมาณ 200,000 บาทต่อเดือน)

    เหล้าต้องสื่อสารลูกค้าตัวเองด้วย Print Ads มากขึ้น เพราะว่าถูกจำกัด ด้านการสื่อสารด้วยโทรทัศน์ (ห้ามออกอากาศก่อน 4 ทุ่ม) ดังนั้นจะเห็นคัทเอาท์ใหญ่ ๆ ของเครื่องดื่มแอลกอฮอร์เพียบ เท่าที่่สังเกตุตอนนี้ในส่วนคัทเอาท์ คำที่ต้องโปรยข้อเสียของเหล้าในโฆษณา(ตามกฎหมายต้องทำที่คาดใหญ่ ๆ เหนือโฆษณาน่ะ) คำที่น่าจะดีที่สุดตอนนี้คือ ดื่มสุราผิดศีลข้อ 5 เชื่อว่าเพราะฟังดูแล้วไม่รุนแรงเหมือนพวก ขับรถแล้วตาย ทำให้ขาดสติ อะไรประมาณนั้น ตลกไหมที่เราให้น้ำหนักการผิดศึลน้อยมาก

    ประเทศไทยมีเกย์ราว 3 ล้านคน กลุ่มนี้เป็นตลาดที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เป็นตลาดที่น่าสนใจ

    Dtac วางการตลาดเป็นที่ 2 ตลอดมา ไม่คิดจะเอาชนะ AIS แต่จะไม่ยอมเสียเก้าอี้ตัวนี้ให้ TRUE move โดยเด็ดขาด (ผมใช้ Dtac และฟังแล้วชอบไอเดียนี้แฮะ)

  • Taxi

    คิดว่าหลาย ๆ คนคงเคยทำ
    การขึ้นรถแท็กซี่ไปกัน 4-5 คน
    แล้วก็ให้แท็กซี่ทยอยส่งทีละคนจนครบ

    คำถามคือ แท็กซี่ควรกดมิเตอร์ใหม่ตอนที่ส่งแต่ละคนลงหรือไม่

    หากมองในมุมของผู้บริโภค ซึ่งก็หมายถึงผู้โดยสารแล้ว ก็ฟังดูไม่ควรนะครับ ในเมื่อแท็กซี่ก็ได้ค่ารถตลอดเวลาอยู่แล้ว (ซึ่งก็น่าจะครบถ้วนสมบูรณ์ในแง่ของการที่มิเตอร์ก็วิ่งตลอดเวลา) และหากคุณไม่ยอมรับการคิดตังค์แบบนี้ ก็ไม่ต้องรับพวกเรา พวกเราจะเลือกคันอื่นที่ยอมรับได้

    ———

    ตั้งแต่เกิดจนจบมหาวิทยาลัย ผมไม่เคยทิปพนักงานเสิร์ฟเลยในชีวิต แถมยังมองในแง่ร้ายเสียอีกว่า คนที่จ่ายเงินเกินจากอาหารที่ทาน ช่างไม่รู้คุณค่าของเงินเอาเสียเลย จนกระทั่งได้มีโอกาสมาทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟเสียเอง ในวันที่ยังไม่เคยทิปเงินใคร แต่ได้รับทิปเป็นครั้งแรกในชีวิต(แทน)นั้น ไม่รู้จะพูดยังไงแต่มันซาบซึ้งแฮะ มันไม่เหมือนกรณีที่พ่อแม่ควักกระเป๋าเงินให้เราไปซื้อขนม แต่เป็นใครก็ไม่รู้ ที่เราบริการเก้ ๆ กัง ๆ ไป แล้วเค้าก็หยิบตังค์ให้เราก่อนจากกัน 20 บาท … มันดีใจบอกไม่ถูก

    หลังจากวันนั้น หากพนักงานเสิร์ฟไม่ได้บริการห่วยแตกจนเกินไป ผมก็จะให้ทิปเสมอ ๆ (อันนี้ต้องออกตัวก่อนด้วยว่า ผมเองเป็นชนชั้นกลางที่พอมีพอใช้ ดังนั้นหากคนอ่านท่านอื่นที่ไม่ได้พอมีพอใ้ช้ การไม่จ่ายทิปก็ไม่ได้เป็นเรื่องคอขาดบาดตายอะไร) เวลามีใครทักว่า เฮ้ยมึงทิปด้วยเหรอ, เออ ถ้าไม่เคยเป็นบริกรไม่รู้หรอกว่ะว่ามันสำคัญ

    พนักงานเสิร์ฟจะเป็นส่วนที่ได้รับเงินเดือนน้อยที่สุดในร้าน ด้วยค่าที่ว่าเป็นงานที่สามารถหาบุคลากรมาทดแทนได้ง่าย ไม่ต้องใช้ความสามารถพิเศษมากนัก และ มีเงินค่าทิปเป็นส่วนเสริมของรายได้อยู่แล้ว ร้านอาหารจึงกดเงินเดือนพนักงานเสิร์ฟไว้ เพื่อให้ขยันขันแข็งในการให้บริการ เพื่อเงินค่าทิปที่จะเอามาเพิ่มเติมจากเงินเดือนอันน้อยนิดนั้น

    ———-

    กลับมาที่เรื่องแท็กซึี่ หลังจากวันที่ผมเริ่มทิปในครั้งนั้น ผมก็รู้สึิก”รับได้” หากว่าค่าแท็กซี่ 105 บาท จ่ายไป 120 แล้วจะไม่มีเงินทอนกลับมา (แค่”รับได้”นะครับ หากว่าได้ทอนก็ดี วัฒนธรรมการทิปสำหรับแท็กซี่ไม่เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติทุกครั้ง)

    ดังนั้นเอง ผมมีความเห็นว่า ในกรณีที่เราส่งเพื่อน ๆ เราทีละคน ในกรณีที่บ้านเพื่อนเราอยู่ในตรอกซอกซอย ซึ่งยากลำบากพอสมควร แท็กซี่ควรได้เงินพิเศษจากปกติบ้าง แต่กรณีที่แวะส่งตามถนนที่ผ่านอยู่แล้วก็คิดว่าไม่จำเป็นนัก

    มองในมุมถ้าเราเป็นคนขับแท็กซี่ คิดว่าเราอยากได้เงินเพิ่มไหม มันขนเพื่อนมาเป็นฝูง เพื่อให้เราพาไปส่งแต่ละที่ แต่ได้เงินเท่าเดิมตลอด

    หลายคนคงเถียงว่า ยังไง คุณก็ได้เงินจากมิเตอร์ตลอด ก็ไม่เห็นเสียเปรียบตรงไหน ใช่ครับ เป็นเรื่องที่ถูกต้องที่คนขับไม่ควรได้ แต่ความรู้สึกอยากได้นี่ห้ามกันไม่ได้นะครับ

    หากคุณและเพื่อน ๆ ไม่ได้นั่งรวมกันในรถ แล้วแยกย้ายกันไปคนละคัน ทุกคนก็ต้องจ่าย 35 ค่ากดมิเตอร์ครั้งแรกไม่ใช่หรือ ดังนั้นแล้วมันน่าเศร้าไหมที่คนขับแท็กซี่ที่ทยอยส่งผู้โดยสารทีละคน ๆ ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้

    ผมค่อนข้างมั่นใจว่า คนที่อ่านเกือบทั้งหมดจะไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ดี จากนี้ไปหลายปี หวังว่าหากประสบเรื่องราวคล้ายกับเรื่องนี้ ก็ขอให้ได้ฉุกคิดว่าเคยอ่านเรื่องราวอีกแง่มุมหนึ่ง จากซักที่ไหนซักแห่งเมื่อนานมาแล้ว