Category: Business

  • ของฟรีไม่มีในโลก

    หลายวันก่อนมีจดหมายมาจาก True move ว่าที่ร้านค้างชำระค่าโทรศัพท์ 4 หมายเลขที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน และทาง True move ขอแจ้งงดบริการชั่วคราวรอเราไปชำระ

    เอะใจไปรื้อค้น ซิม 5 หมายเลขที่เคยได้ฟรีเมื่อ 2-3 เดือนก่อนที่ True move เอามาขอให้ใช้ในกรณีธุรกิจ SME ด้วยโปรบุฟเฟ่ต์โทรในเวลางานไม่เสียตังค์ซักบาท (แต่นอกเวลาแพงมหาโหด)

    ตอนที่ได้รับจากฝ่ายบัญชี รับแจ้งว่าได้มาฟรีไม่มีเงื่อนไข ไอ้เราก็งง ๆ เพราะไม่รู้จะเอามาทำอะไรดี ก็เลยเก็บไว้ คิดไปเองว่าไม่ใช้ก็คงไม่เสียเงิน (ห่อพลาสติกที่เก็บซิมยังไม่ได้แกะเลย)

    พอแวะไปเคลียร์ที่ True move สรุปได้ว่า 5 เบอร์นั้น ถูกแจ้งให้เปิดไป 4 เบอร์ (ทางเจ้าหน้าที่ที่ร้านผมบอกว่าไม่ได้แจ้งให้เปิดเบอร์ซักหน่อย แต่ผมไม่แน่ใจว่าจริงหรือไม่) โดยซิมทั้ง 4 เป็นเบอร์จดทะเบียน ไม่ใช่แบบเติมเงิน ดังนั้นใช้หรือไม่ใช้ก็ต้องจ่ายค่าบริการรายเดือน ตกเดือนละ 299 บาท (ราคานี้ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

    ทั้ง 4 เบอร์มีหนี้ค้างราว ๆ สามพันกว่าบาท เวรล่ะสิ หน้าชาไป 3 นาที ไม่รู้ทำไงดี ขอความเห็นใจจากเจ้าหน้าที่ว่า ทำเรื่องเป็นเหตุการณ์เข้าใจผิดได้ไหม และเบอร์ก็ไม่ได้โทรออกเลย ไม่ต้องจ่ายหรือจ่ายครึ่งราคาก็ยังดี

    รอคำตอบอยู่ 7 วัน สรุปว่าไม่ได้ เลยต้องจ่ายเต็มราคา ยอมจ่ายเพราะไม่อยากเป็นหนี้ใคร

    จำใส่ใจ ของฟรีไม่มีในโลก

  • Connecting Oldies

    หลายวันก่อนช่วยเพื่อนคิดการบ้าน Marketing การเขียนแผนการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์ที่ไม่ประสบความสำเร็จ คิดไปคิดมาได้ไอเดียเรื่องมือถือสำหรับผู้สูงอายุ จดเก็บเอาไว้

    1. หน้าตาเหมือนโทรศัพท์สมัยก่อน เพื่อความเป็นมิตรกับผู้ใช้ (แถมซองผ้าไหมด้วยดีไหม)
    2. ปุ่มขนาดใหญ่บิ๊กเบิ้ม จอใหญ่บิ๊กเบิ้มกว่า
    3. แท่นวางพร้อมปุ่มกดเรียกหาโทรศัพท์ กรณีลืมไปวางไว้ที่ไหน ๆ และสั่งล็อคโทรศัพท์ได้ทันทีจากหน้าแท่นในกรณีที่ทำหาย รุ่นท๊อปอาจมีระบบ GPS ด้วย แทร็คเครื่องได้ผ่านจอ LCD ของแท่นวาง
    4. มีที่ใส่รูปถ่ายด้านหลังเครื่อง คล้าย ๆ กับรุ่นหนึ่งเมื่อนานมาแล้วของโนเกีย สำหรับใส่รูปถ่ายลูกหลาน สามี หรือรูปตัวเอ
    5. ตัวโทรศัพท์ไม่มีระบบ Phonebook แต่มีลิ้่นชักเล็ก ๆให้ดึงออกมาแล้วมีสมุดโทรศัพท์จริง ๆ ติดอยู่เลย
    6. บนโทรศัพท์มีปุ่ม”ลูก”, “หลาน”, “คู่ครอง” ให้กด สำหรับโทรออกในเครือญาติ อย่างเช่นกดว่า “หลาน 2 ลูก 3” หมายถึง หลานคนที่ 2 ของลูกคนที่ 3 หรือกด “คู่ครอง 2 ลูก 1” คือ คู่ครองคนที่ 2 ของลูกคนที่ 1 เป็นต้น
  • ทำมาหากิน

    วันนี้เปิดบล็อกมาก็พบว่า ไม่ได้อัพหลายวัน จริง ๆ แล้วช่วงนี้ยุ่ง ๆ กับงานอยู่น่ะครับ เป็นงานประมูลคอมพิวเตอร์โรงเรียนที่จัดซื้อพร้อม ๆ กันทั่วประเทศ งานนี้ค่อนข้างมีเบื้องลึกเบื้องหลังพอสมควร อย่างไรก็ดี จนถึงวันนี้เราตัดสินใจไม่ทำ เพราะเชื่อว่าจะบาดเจ็บ สิ่งที่น่าสนใจ(แกมประหลาดใจ) คืองานนี้มีการออกรายละเอียดสินค้าที่”เข้มงวด”จนผมคิดว่าเกินพอดีไปหน่อย อย่างต่อมาคือ งานนี้กดราคาสินค้ามากเกินไป
    ในทางปฎิบัติแล้วการขายสินค้างานประมูลมีความแตกต่างกับการขายหน้าร้านอยู่พอสมควร คร่าว ๆ ดังนี้

    1. การขายหน้าร้านเป็นสด งานประมูลราชการเป็นเชื่อ (ซึ่งก็แบกความเสี่ยงเรื่องได้เงินช้า อย่างไม่มีกำหนดแน่นอนมาอีกอย่าง)
    2. การขายหน้าร้านลูกค้ามารับ งานประมูลต้องไปส่งถึงที่ (มีค่าใช้จ่าย)
    3. การขายหน้าร้านไม่มีค่าใช้จ่ายอื่น งานประมูลมีค่าซื้อแบบ(เพื่อซื้อสิทธิ์ในการเข้าร่วมงานประมูลได้ ต้องจ่ายเงินด้วย มากน้อยแล้วแต่นโยบายของหน่วยงาน ส่วนใหญ่เริ่มที่ 500 บาท ไปจนถึง 2000 บาทก็เคยเจอมาแล้ว)
    4. งานประมูลต้องมีหลักประกันซอง(เงินที่จ่ายเปล่า ๆ ตอนยื่นซอง จะได้คืนเมื่อการยื่นซองจบ แต่ในทางปฎิบัติก็ต้องลุ้นว่าเจ้าหน้าที่จะทำคืนให้เร็วหรือไม่)
    5. งานประมูลมีค่าหลักประกันสัญญา (เป็นเงินที่ต้องจ่ายให้หน่วยงานตอนได้งานแล้ว ประมาณ 1-2% ของมูลค่างานที่ได้ อย่าง 1 ล้านก็จ่าย 1 หมื่น หน่วยงานเก็บไว้จนกว่าของส่งแล้วเสร็จจึงจะได้คืน โดยทั่วไปจะคืน 1 ปีหลังจากส่งมอบสินค้า)

    ดังนั้นการที่กดราคามาขนาดนี้ (ขอไม่เปิดเผยมูลค่านะครับ แต่กำไรน้อยกว่าราคาที่ขายหน้าร้านเสียอีก) ทำให้เราตัดใจ และเอาเวลาไป”ทำมาหากิน”อย่างอื่นดีกว่า พลางคิดในใจว่า รัฐบาลคิดอะไรอยู่ หากทำราคาแบบนี้ ผมเชื่อว่าร้านค้าส่วนใหญ่ที่ทำธุรกิจมานาน ไม่น่าจะโดดลงไปทำ คงเหลือแต่ร้านเล็ก ๆ บ้าพลังที่อยากทำเอาชื่อเท่านั้น

    คิดได้ดังนี้ก็มาอัพบล็อกดีกว่า

    Update 27-9-2006 : สรุปงานนี้ไม่มีร้านค้าไหนทำครับ เงินส่งคืนรัฐบาล ปีงบประมาณหน้าว่ากันใหม่

  • Double iSights

    ได้ดู Keynote ของ Steve Jobs ในงาน WWDC ’06 ที่ผ่านมาแล้วครับ ไม่ค่อยเร้าใจเหมือนเคยแฮะ ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า แต่ที่แน่ ๆ เกลียดอีตาที่ขึ้นมากัด Vista จัง หน้าตาไม่หล่อ พูดฟังไม่รู้เรื่องแล้ว ดันไปด่าชาวบ้านเค้าอีก (คิดว่าทางบริษัทคงคิดอย่างรอบคอบไม่ให้ Steve พูดเรื่องนี้เอง)

    Jobs ดูผอมลง แล้วก็ดูป่วย ๆ นิดหน่อยด้วย ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า

    บังเอิญดู ๆ อยู่มีเรื่องที่รู้สึกประทับคือ

    ในทีแรกผมงง ๆ ว่าทำไมหน้าจอคอมพิวเตอร์บนเวทีต้องมีกล้อง iSight สองตัวด้วย แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร จนกระทั่ง อีตาผอม ๆ คนนึงที่ Demo ตัว Time Machine (คนในรูปนี่แหละครับ) กำลังจะโชว์ฟังก์ชั่นนี้บน iPhoto แล้วเครื่องเจ้ากรรมก็ดัน Crash ขึ้นมา คราวนี้พี่แกดูท่าว่าจะไปต่อไม่รอด ผมเองดูอยู่ก็คิดว่า เอาล่ะสิ ทำไงดีล่ะทีนี้ ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น พี่ผอมแกก็เอื้อมมือไปกดที่กล่องอะไรซักอย่างที่ด้านหน้าโต๊ะ ภาพจากจอก็เปลี่ยนเป็น Mac อีกเครื่องซึ่งเป็นเครื่อง Back up ที่เตรียมไว้ทันที
    เป็นกรณีศึกษาที่ดีมากสำหรับผม

  • Almost Famous Goleo VI

    Goleo VI

    เพิ่งได้มีโอกาสอ่านข้อเขียน “Almost Famous … Mascot” ของคุณภาสกร ประมูลวงศ์ ที่เขียนระบุว่าทำไม Mascot ประจำฟุตบอลโลกปี 2006 ที่เยอรมัน เจ้า Goleo VI ถึงทำเอาบริษัทที่ซื้อลิขสิทธิ์จำหน่ายของที่ระลึกเจ๊งไม่เป็นท่า ชาวเยอรมันไม่มีใครซื้อสินค้าเจ้าตัวสิงโตนี้กัน เพรา

    1. สิงโตเป็นตัวแทนของชาติอังกฤษ (เยอรมันมีนกอินทรีหรือกระรอกเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง)
    2. เสื้อหมายเลข 6 ลึกลับที่ไม่มีใครเข้าใจความหมาย แถมยังมีอยู่ในชื่อของมันซะด้วย
    3. ชื่อ Goleo VI เป็นชื่อไม่เฮงสุด ๆ เพราะเหมือนกับเชียร์ว่า Go Leo! สู้เค้าอังกฤษ (แปลภาษาสเปนว่า ฉันได้ประตู)
    4. ลูกบอลคู่หูชื่อ Pille หน้าตาน่าเกลียดมาก (อันนี้เห็นด้วย)
    5. สุดท้าย มันไม่ใส่กางเกง (นิตยาสารบางฉบับบอกว่ามันเหมือนเกย์)

    อารามด้วยความสงสัย ผมเลยไปหารูปเจ้า Goleo VI มาดูเพิ่ม ด้วยความที่เป็นคนไม่ดูบอลเลย จึงไม่เคยเห็นหน้าค่าตาเต็ม ๆ ของเจ้า Goleo VI มาก่อนแล้วก็พาลอยากจะไปดู Mascot ปีก่อน ๆ ของบอลโลกด้วย WikiPedia ให้คำตอบเราได้แน่นอน ค้นไม่นานก็เจอที่นี่ครับ
    (ค้นไปค้นมาเรื่องความล้มเหลวเจ้าสิงโตตัวนี้ มีรายละเอียดที่ Wikipedia ด้วยเหมือนกัน ที่นี่)

    ดูแล้วพบว่า เออ ไม่นับเจ้าแท่งไม้ของอิตาลี เจ้านกของฝรั่งเศส เจ้าตัวเรืองแสงของญี่ปุ่นเกาหลี (ซึ่งพวกนี้เค้าไม่ใส่เสื้อผ้า) ชาวบ้านเค้าใส่กางเกงกันหมดจริง ๆ ด้วย
    อีกอย่างมันเป็นตัวเดียวที่ไม่เป็นการ์ตูนแฮะ (คงเพราะบริษัทออกแบบเป็นบริษัททำหุ่นเชิดล่ะมั้ง)

  • อย่าไว้ใจใครง่าย ๆ

    วันนี้มีความจำเป็นต้องไปติดตั้งระบบเน็ตเวิร์คในลูกค้า(โรงเรียนในต่างอำเภอ) ในทีแรกที่ไปถึงถามหาคอมที่ต่อกับ Router เดิมจะได้ดูค่า config ปรากฎว่าคอมพ์เอาไปซ่อม ดังนั้นเลยถามหาเอกสารคู่มือตัว Router ว่าอยู่หรือเปล่า อาจารย์ตอบทันทีว่าไม่เห็น ไม่มี ทำให้ต้องตัดสินใจออกไปหาร้านเน็ตนอกโรงเรียนเพื่อหาดาวน์โหลดคู่มือมาดู

    พอกลับมาทำจนใช้งานได้ตามคู่มือแล้ว อาจารย์อีกท่านวานให้ดูเครื่องพรินเตอร์ให้ ซึ่งพบว่าไม่มีไดรเวอร์ จึงขอให้ช่วยหา CD Driverให้ อาจารย์ท่านนั้นก็หยิบเอกสารกับ CD ปึกใหญ่ให้ค้นดู ในนั้นไม่มีไดรเวอร์พรินเตอร์ให้ แต่กลับมีคู่มือกับ CD ของ Router อยู่

    รู้สึกเสียใจที่เชื่อใจคนอื่น
    ต่อไปนี้จะเชื่อใจคนอื่นให้ยากขึ้น

  • วางผู้ชายถนัดขวา

    วันก่อนได้มีโอกาสฟังวิทยุ ได้ยินรายการทางธุรกิจรายการหนึ่ง มีอาจารย์ที่ปรึกษาทางด้านการตลาด / การบริหารผลัดเปลี่ยนกันมาให้ความรู้ วันนั้นเป็นวันที่พูดเรื่องการบริหารบุคคล
    อาจารย์ในรายการวิทยุ กล่าวว่า จากที่ไปสอบถามดู บริษัทใหญ่ ๆ ส่วนมากจะมีระบบที่เรียกว่า Job Rotation ครับ เพื่อให้พนักงานทำงานได้หลายอย่าง สามารถแทนงานกันได้ อย่างเช่น อาจจะเปลี่ยนให้พนักงานขาย ไปส่งสินค้า หรือ พนักงานจัดสินค้่าไปเป็นช่างซ่อมแซมอุปกรณ์
    ฟังแล้วขัดใจ
    ผมเข้าใจว่า Job Rotation เกิดขึ้นหลังสมัยปฎิวัติอุตสาหกรรมไม่นาน โดยเกิดขึ้นในงานโรงงานเพื่อผลัดเปลี่ยนให้คนงานสามารถแทนงานกันในสายพาน และไม่เบื่องานที่ซ้ำซากของระบบโรงงาน
    ปัจจุบันเรามี Management Rotation เพื่อลดทอนอำนาจและเพิ่มความกระตือรือล้นของหัวหน้าแผนกที่อยู่ในแผนกเดิมนานเกินไป แต่ผมว่ามันไม่ตรงกับ Job Rotation ที่อาจารย์ดังกล่าวพูดในวิทยุ
    ผมนั่งย้อนคิดกลับไปว่าอาจารย์ดังกล่าวคงไม่เคยบริหารจริง นักวิชาการบางทีก็ไม่ได้ปฏิบัติจริง อย่างท่านนี้คงจะศึกษาธุรกิจจากการสัมภาษณ์และเข้าดูงาน นี่คือปัญหา
    ผมว่าถ้าใครถูกสัมภาษณ์ล่ะก็ โดยธรรมชาติ มนุษย์จะตอบให้ตัวเองและบริษัทดูดีกว่าปกติ นั่นอาจเป็นที่มาของ Job Rotation มั่ว ๆ อันดังกล่าว ที่อาจารย์แกไปสัมภาษณ์เจ้าของกิจการ แล้วเจ้าของกิจการก็เออออห่อหมกไปว่าอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะผมคิดว่ามีเหตุผลน้อยมากที่พนักงานขายจะถูกย้ายไปส่งสินค้า เพราะทักษะที่ใช้ และระดับของตำแหน่งหน้าที่ค่อนข้างต่างกัน
    ทักษะและพรสวรรค์ของแต่ละคนไม่เท่ากัน ดังนั้นผมว่าปัจจุบันเค้าเน้น Put The Right man in the right job มากกว่าล่ะม้าง ที่หมายถึง การวางผู้ชายถนัดขวาในงานที่ต้องใช้คนถนัดขวา… ประมาณนั้น

  • เครื่องดื่มแอลกอฮอร์ กับ เมฆหมอกแห่งศีลธรรม

    เห็นในทีวีแว้บ ๆ ว่าตอนนี้เค้าเซ็นเซอร์เหล้าในละครหลังข่าว ตอนแรกก็รู้สึกว่าอะไรกันนักหนา เยาวชนเราหน้าโง่ขนาดที่ห้ามให้เห็นขวดเหล้าในทีวีแล้วหรือ

    …… เพิ่งนึกได้ว่าเป็นกฎหมาย

    กฎหมายตอนนี้ระบุว่าห้ามมีภาพโฆษณาเหล้าก่อน 4 ทุ่ม(เท่าที่เข้าใจ แม้ว่าหลัง 4 ทุ่มแล้วก็ห้ามมีภาพคนดื่มอยู่ดี) ดังนั้นละครที่ฉายก่อนเคอร์ฟิว เครื่องดื่มแอลกอฮอร์ก็ไม่มีสิทธิ์จะอวดโฉมได้ บนโต๊ะของตัวละครจึงปรากฎ”เมฆหมอกแห่งศีลธรรม” บดบังเพื่อไม่ให้ละครผิดกฎหมาย

    จริง ๆ จะว่าไปถ้าผมเป็นฝ่ายการตลาดของบริษัทค้าเครื่องดื่มเหล่านี้ คงจะอาศัยละครเป็นส่วนในการโฆษณาเหมือนกัน ถ้าไม่ให้โฆษณาก็พ่วงเข้าไปในละคร เนียน ๆ โปรโมทสินค้าได้เหมือนกัน

    แต่เอาเข้าจริง คือมันตลกน่ะครับ กฎหมายก็ส่วนกฎหมาย ผมไม่รู้หรอกว่าจะมีทางออกที่ดีกว่าเมฆหมอกแห่งศึลธรรมนี้ยังไง แต่ที่มองเห็นแล้วรู้สึกว่าประเทศล้าหลังพิกล

    มองแล้วเป็นการดูถูกสติปัญญาของคนส่วนใหญ่ในประเทศเหลือเกิน

  • โปรแกรมหูแจ่ม

    ผมประสบความล้มเหลวทุกครั้งในการพยายามฟังเพลงไปพร้อมกับทำงาน

    งานหลักของผมคือตัดสินใจและประสานงาน ดังนั้นวันหนึ่ง ๆ รับโทรศัพท์ไม่ต่ำกว่า 40 สาย ทั้งฝ่ายขาย ทั้งลูกค้า ทั้งเซลล์ หรือกระทั่งทีมงานด้วยกัน

    ดังนั้นพอรับโทรศัพท์ ก็ต้องลดเสียงเพลง เพราะเป็นคนขี้รำคาญชอบคุยโทรศัพท์แบบเงียบ ๆ พอคุยจบก็เร่งเสียงขึ้นเหมือนเดิม พอต้องทำหลาย ๆ ครั้งเข้าสุดท้ายก็ลืมเร่งเสียงขึ้น เพลงเล่นไป แต่ไม่มีเสียง รู้สึกตัวอีกทีก็เลิกงานเสียแล้ว

    กำลังคิดถึงโปรแกรมที่สามารถเพิ่มลดเสียงให้เราได้โดยดักจากการยกหูโทรศัพท์

    โดยเราต่อสายโทรศัพท์เข้าไปที่โมเด็มในเครื่อง แล้วดักสัญญาณ AT (ยกหู) เพื่อทำการลดเสียงลง และเร่งเสียงคืนเมื่อวางหูแล้ว

    ใครเอาไปทำต่อก็ได้นะครับ ไม่คิดค่าลิขสิทธิ์

  • What really matters is what you believe

    สัปดาห์ก่อนมีประเด็นข้อขัดแย้งกันของเหล่าคริสศาสนิกชน ที่ต้องการตัดเนื้อหาในหนัง The Davinci Code ออก 10 นาที และสุดท้ายเรื่องนี้จบลงด้วยมติไม่ตัดออก พร้อมกับขึ้นคำอธิบายทั้งก่อนและหลังภาพยนตร์ ว่านี่เป็นนวนิยายนะ ไม่ใช่เพื่ออ้างอิง! (ทำไมต้องมีอัศเจรีย์ด้วยเนี่ย) หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยบอร์ดเลือดสาด มีคนแสดงความคิดเห็นเรื่องนี้กันอย่างกว้างขวาง ทั้งฝ่ายที่อยากให้ตัด ฝ่ายที่ไม่อยากให้ตัด ฝ่ายที่เห็นใจ ฝ่ายที่ก่นด่าว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้

    วันก่อนในห้องประชุมที่ร้าน ผมเสนอให้เราจะทำอะไรซักอย่างกับหน้าร้านเรา เพื่อเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีของในหลวง
    eYacht : เราน่าจะทำอะไรซักอย่างนะครับ จะได้อินเทรนด์กับเขาหน่อย
    นางสาว M : ใช่ ๆ เราน่าจะทำตั้งนานแล้ว ไม่รู้รออะไรอยู่
    นาง D : พี่ก็บอกแล้ว เราน่ะไม่เคยทำซักปีเลย แย่มาก
    นางสาว N : นั่นสิไม่รู้รออะไรอยู่นะ
    eYacht : คงรอผมบอกนี่แหละครับ ไม่งั้นคงไม่ได้ทำหรอก
    ทั้งห้อง : …………….. (more…)