Category: Opinion

  • Macworld 2009


    จบไปแล้วครับ สำหรับ Macworld 2009 เปิดตัว 4 อย่างใหญ่ ๆ อันได้แก่

    1. iLife ’09
      1. iPhoto มาพร้อมฟังก์ชั่นใหม่ Faces, Places, Sync with Facebook & Flickr, Slide show theme ความสามารถในการค้นหาใบหน้า ทำได้น่าประทับใจ ส่วนตัวแผนที่ก็ใช้ได้ คิดว่าถ้าไม่มีหน้าที่เป็นหมุดปักแผนที่ให้คลิกแล้วกระโดดไปยังรูปได้เลย มันคงเป็นฟีเจอร์ที่ไม่มีอะไรเท่าไหร่ ส่วน Slide Show ก็อลังการดี แต่มีแบบให้เลือกน้อยไปหน่อย ส่วนการทำ Ken burns (ซูมภาพช้า ๆ เวลาทำสไลด์โชว์) โดยการใช้ระบบจับใบหน้าก็แจ๋วดี ระบบจับใบหน้ามีในกล้องดิจิตอลหลากหลายยี่ห้อมาเป็นปี ๆ แล้ว พอเห็นว่ามีใครซักคนจับมันมายัดลงโปรแกรม แล้วใช้พลังประมวลผลในเครื่องช่วยในการทำให้ชีวิตง่ายขึ้น อย่างทำ Smart Album ที่ดึงรูปทุกคนในครอบครัวมารวมกันได้ ก็รู้สึกทึ่งให้ไอเดีย
      2. iMovie ส่วนตัวคิดว่านี่คือสิ่งที่เจ๋งที่สุดของทั้งหมดในงาน ทั้ง ๆ ที่ตอนเห็นตัว iMovie เวอร์ชั่นที่แล้วก็งั้น ๆ พอเห็นเวอร์ชั่นนี้ เลยรู้ว่าไอ้ที่ออกมาก่อนหน้านั้นมันเป็นของที่ยังทำไม่เสร็จนี่เอง (จนต้องเปิดให้โหลดเวอร์ชั่นเก่ามาใช้ฟรี) พอเจอเวอร์ชั่นนี้เข้าไป เห็นแล้วอยากใช้เลย ทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้จะตัดต่ออะไรดี ว่าแต่ว่าดูท่าทางจะใช้พลังประมวลหนักสุด ๆ (ที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะตอนพรีเซ็นต์นั่นมัน Mac Pro รุ่น 8-core หรือเปล่าครับเนี่ย)
      3. Garage Band แอปเปิลนี่น่าจะเป็นคนที่หากินกับออนไลน์คอนเทนต์เก่งสุดแล้วมั๊ง เมื่อหลายปีก่อน พี่ชายกับน้องต้องแวะไปตามร้านวีดีโอ(จำชื่อไม่ได้) ที่จะอัดวีดีโอสอนเล่นดนตรีขายโดยเฉพาะ ซื้อมาดู ม้วนละหลายร้อยอยู่ วันนี้นอนอยู่บ้านกดสองสามคลิกก็มีคนดัง ๆ มาสอนถึงที่ คิดว่ายอดโหลดคงไม่ถล่มทลาย แต่ส่วนตัวคิดว่ามันดีกับวงการดนตรีครับ ว่าแต่อีตาคนสอนที่แถมมานี่มันเล่นได้หลายอย่างจังเลยฟะ
      4. iWeb (ข้อมูลในเว็บ) เพิ่มตัว Widget เข้ามาซึ่งก็เป็นอันเด็ดทีเดียวนับว่าโอเค แต่อัพเดทไม่มากนัก
      5. iDVD เหมือนถูกลืม ส่วนที่เจ๋งสุดของ iDVD คือ Theme ที่ความสวยงามทิ้งห่างคนอื่น ๆ ในตลาดไม่เห็นฝุ่น แต่บนเว็บไม่มีรูป Theme ใหม่ ๆ ให้ดูเลย ดังนั้นเลยไม่แน่ใจว่าจะมีมาเพิ่มหรือเปล่า (ของตัวเวอร์ชั่นที่แล้วไม่ค่อยโดนนะครับแอปเปิล)

      สรุปคร่าว ๆ ว่าตัว iLife อัพเดทน้อย ถ้าแถมมาคงดี แต่ลงทุนซื้อคงไม่ค่อยคุ้มเงินเท่าไหร่ เซ็งสุดคือเครื่องซื้อก่อนหน้านั้นไม่ถึงสัปดาห์ แต่ไม่ได้รับการอัพเดทฟรี เฮ้อ

    2. iWork ’09 ตัวออฟฟิศใหม่ คราวที่แล้วเพิ่ม Numbers เข้ามา ครั้งนี้มีการเปลี่ยนแปลงนิด ๆ หน่อย ๆ
      1. Keynotes เพิ่มตัวเอฟเฟ็คต์ต่าง ๆ Magic Move เห็นหลายครั้งแล้วใน Keynotes ที่ผ่าน ๆ มา ยังคิดว่าขยันตั้งค่าให้จังเลย พอเห็นวิธีอิมพลีเมนต์แล้วยอมรับเลย แอปเปิลฉลาดในการทำให้มันง่าย ๆ อ้อ เอฟเฟ็กต์ Anagram ก็แจ๋ว แต่โดยรวมแล้วส่วนตัวก็งั้น ๆ อาจเพราะตัว Keynote มันค่อนข้างจะมีฟีเจอร์ครบแล้ว
      2. Pages ตัวนี้แอปเปิลเพิ่มฟีเจอร์ต่าง ๆ เหมือนเพื่อให้ครบ ๆ เท่าทันกับ Word Processing ในท้องตลาด ที่คิดว่ามีประโยชน์สุดก็ตัวสร้างจดหมายเวียนจากตารางใน Numbers (ซึ่ง Word Processing ตัวอื่นมีมาตั้งแต่มะโว้) ส่วนตัว Mathtype สำหรับเขียนสัญลักษณ์คณิตศาสตร์ น่าจะเพิ่มฟีเจอร์นี้ลงใน Pages เลย เพราะลูกค้าที่อยู่ในกลุ่มการศึกษาของแอปเปิลเยอะมาก (และเจ้าอื่นบนวินโดวส์ก็มีมานานแล้ว)
      3. Numbers คราวที่แล้วออกมา ด้อยกว่า Excel เยอะมาก ดีที่มีหน้าตางาม ๆ ตามสไตล์แอปเปิลมาเพิ่ม สิ่งที่ดีที่สุดในตัวใหม่นี้คือเกี่ยวกับ error bar, trend ใน กราฟที่น่าจะมีประโยชน์ที่เหลือก็เพิ่มมาให้ครบถ้วน และแข่งขันในตลาดได้ดีขึ้น
      4. iWork.com ดู ๆ แล้วส่วนนี้น่าจะเป็นไฮไลท์ที่น่าจะคุ้มค่าแก่การอัพเดท แต่คิดว่าฟีเจอร์ยังขาด ๆ อยู่ อย่างความสามารถในการแก้ไขออนไลน์ร่วมกันได้ (หวังมากไปหรือเปล่าหว่า) หรืออย่างถ้าเป็น Keynote น่าจะสามารถพรีเซ็นต์งานได้จาก Browser เลยน่าจะทำให้รู้สึกว่าการอัพเกรดคุ้มค่าขึ้น อ๊ะลืมไปมันคิดตังค์นี่ อืม … ถ้าฟีเจอร์แค่นี้คิดว่าคนใช้คงไม่เข้าเป้า (ต้องซื้อ iWork แถมยังต้องมาจ่ายค่าใช้งานบริการเว็บอีก)
    3. iTunes + สวรรค์สำหรับนักฟังเพลง เวลาพิสูจน์แล้วว่า DRM เป็นของแสลงสำหรับตลาดนี้ การส่งมอบประสบการณ์การซื้อเพลงและนำเพลงติดตัวไปด้วยนั่นต่างหากที่ผู้บริโภคต้องการ ไม่ใช่ข้อจำกัดหยุมหยิมที่คอยกวนใจคนใช้ของถูกลิขสิทธิ์ ไชโย
    4. Macbook 17″ Unibody ส่วนตัวแล้วเฉย ๆ เพราะคิดว่าตัวนี้หนักเกินไป กรณีของแบตที่ใช้ได้นาน 8 ชั่วโมงกับ Cycle การชาร์จ 1000 รอบนับว่าดีมีประโยชน์ หลายคนยี้กับการที่เปลี่ยนแบตด้วยตัวเองไม่ได้ นี่คงแล้วแต่คน บังเอิญผมไม่ใช่คนชอบแบกแบตอีกก้อน นอกจากมันหนักแล้วมันก็แพงด้วย ดังนั้นจึงไม่คิดว่ามันเป็นปัญหา

    ทั้งหมดทั้งสิ้นคิดว่าประทับใจ  iMovie ในแง่การออกแบบโปรแกรมตัดต่อภาพยนตร์ที่แตกต่างกับตัวอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ (คนที่พรีเซ็นต์ iMovie คือวิศวกรคนทำ iMovie และเป็นคนสร้าง Premiere ด้วย) รองลงมาคือ ระบบจับใบหน้าของ iPhoto ที่เหลือก็งั้น ๆ ใครยังไม่มีก็คุ้มค่าแก่การซื้อ แต่ไม่คุ้มค่าแก่การลงทุนเพื่ออัพเกรดเท่าไหร่

  • บุญคุณ และ มารยาท ทางการค้า

    เมื่อหลายวันก่อนมีลูกค้าเข้ามาที่ร้าน และต่อรองราคาสินค้าที่ร้าน โดยอ้างราคาจากเว็บไซต์ว่าถูกกว่าที่ร้าน แล้วลูกค้ากล่าวว่า ถ้าซื้อของผ่านเน็ตก็ไม่ได้ตรวจสินค้าก่อน และที่สำคัญแม่กำหนดว่าต้องมาซื้อกับร้านเรา เนื่องจากรู้จักกันกับเรา และทางร้านเราก็ไปอุดหนุนซื้อของกับที่บ้านของเขาเป็นประจำ ทำให้อารมณ์เค้าประมาณว่า “จำใจ” ต้องมาซื้อกับเรา

    ฟังแล้วก็เหวอ ๆ  ตอนเราไปซื้อของร้านเค้า เราก็ไม่เคยได้ต่อรองอะไร และที่ผ่านมาเราก็ซื้อของกับเค้าตลอด รวม ๆ แล้วก็แพงกว่าสินค้าที่เค้าต่อรองไม่รู้เท่าไหร่  แต่การไปซื้อของเค้าที่ผ่านมานั้นกลับกลายเป็นบุญเป็นคุณกัน ทำให้พอเค้าจะซื้อของกับเรา เราต้องลดราคาให้เค้า (อะไรกันฟะ!)

    เรื่องพวกนี้เป็นสิทธิ์ของลูกค้าที่จะต้องต่อรองจนกว่าจะได้ราคาที่พอใจอยู่แล้ว ถ้าทางร้านไม่สามารถรับราคาที่ลูกค้าต่อรองได้ ถ้าอย่างนั้นทางร้านก็จำยอมต้องชวดลูกค้าไป

    แต่หากการที่เราไปซื้อของคุณแล้วเป็นบุญคุณกัน จากนั้นคุณก็อ้างเรื่องนี้ให้เราลดราคาให้ อย่างนั้นมันก็แฟร์ ๆ ว่าต่อไปเราก็จะไม่ไปซื้อของกับคุณให้เป็นบุญคุณให้ติดค้างคุณอีกก็แล้วกัน

    เรื่องทำนองนี้ไม่ได้ครอบคลุมเพียงสิทธิ์ในการต่อรองของผู้ซื้อเท่านั้น
    แต่มันหมายรวมถึง”มารยาททางธุรกิจที่ดี” ด้วย

    ปล.สุดท้ายก็ลดให้ถูกกว่าเว็บนะครับ จะได้จบ ๆ ไป รวมทั้งวันถัดมาลูกค้ารายดังกล่าวแวะมาขอเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ดูจะมีปัญหาด้วย เราก็เปลี่ยนให้ในทันที

  • New Macbook and Macbook Pro

    New Macbook (Aluminum)

    ชอบ
    + วัสดุอะลูมินั่ม พร้อมระบบการผลิตแบบใหม่ที่แข็งแรงและเบากว่าเดิม
    + เบาขึ้น 2 ขีด ยอดเยี่ยม (กลายเป็นต่างกับ MB Air แค่ 7 ขีดแล้ว)
    + การ์ดจอใหม่ Geforce 9400M เร็วกว่าเดิม 5 เท่า (ตามKeynote)
    + CPU Penryn ประหยัดไฟขึ้น Cache มากขึ้นและ FSB ที่ 1066 MHz
    + HDD ใหญ่ขึ้น ซึ่งดีมาก (จริง ๆ ที่กับรุ่นเก่า แต่เมื่อเทียบกับ iBook ที่ใช้อยู่มันมากขึ้นโขอยู่)
    + RAM DDR3 2 GB (ตัว top ของ Macbook น่าจะให้ 4 GB มาเลย)
    + เปลี่ยนแบตและฮาร์ดดิสก์ได้ง่าย
    + TrackPad ที่ดูว่าน่าจะใช้งานได้สะดวกขึ้น (ต้องลองใช้ดูก่อนถึงฟันธงได้)
    + จอ LED สว่างและประหยัดไฟขึ้น
    + ขอบจอดำ ใครว่าไม่สวย ผมว่าสวย และคิดว่าทำให้ตัว Hardware เข้ากับ Software ได้ดีขึ้น
    + iSight ที่ซ่อนได้เนียนสวยงาม
    + ช่องลมหายใจ (ไฟ LED ที่กระพริบเวลา Sleep เปลี่ยนเป็นขีด (เอ๊ะหรือเป็นขีดนานแล้ว บังเอิญใช้ iBook รุ่นเก่าอยู่) ซึ่งผมว่าสวยดี
    + คีย์บอร์ดเรืองแสง เคยใช้งานเล่น ๆ บน Macbook Pro แล้ว ผมว่าไม่ค่อยมีประโยชน์ แต่ชอบเป็นการส่วนตัว มันเท่ห์ดี ส่วนที่ได้ประโยชน์จริง ๆ น่าจะเป็นระบบ Dim จอ ตามสภาพแสง

    ไม่ชอบ
    – จอ Glossy
    – ตัดพอร์ต Firewire 400
    – ต้องมีตัวแปลงสำหรับ VGA (น่าจะแถมมา สำหรับรุ่น Top ของ Macbook และ Macbook Pro ทุกรุ่น)
    – Trackpad ที่ไม่แน่ใจว่าจะสามารถใช้มือขวาเลื่อนเมาส์ และมือซ้ายกดเพื่อคลิกตามความเคยชินเดิมได้หรือไม่
    – แพงขึ้น (สำหรับรุ่น Top จาก 1499 เป็น 1599)
    – กระจกรอบจอที่ต้องมาลุ้นกันหน่อยว่า จะขูดขีดง่ายไหม รวมทั้งแม้ว่าตัวถึงเป็น Aluminum แล้ว แต่กระจกอันใหญ่ขนาดนั้น จะร้าวหรือแตกง่ายแค่ไหน
    – สีดำที่อยู่ตรงแกนหมุนของเครื่อง ที่เวลาปิดฝาแล้วมองจากด้านหลังจะเห็น ไม่ค่อยชอบอยากให้เป็น Alu ด้วย

    จากที่เคยบอกว่าอาจจะสอย Macbook Air ตอนนี้เปลี่ยนใจมาเป็น Macbook ตัว 2.4 แล้วครับ น้ำหนักเบาขึ้น ขนาดพอเหมาะ และ ราคาไม่แพงจนเกินไป คาดว่าจะปลดระวาง iBook เร็ว ๆ นี้ : ) (เพราะครบ 3 ปี ตามเวลาที่ตั้งใจแล้ว)

    วัดกันน้ำหนักต่อน้ำหนัก
    Macbook Air 1.36 กก. + Macbook Air SuperDrive 0.32 กก. รวมเป็น 1.68
    Macbook (late 2008) 2.04 กก.
    ดังนั้นน้ำหนักต่างกันเป็น 2.04 – 1.68 = 0.36 กก. หรือประมาณ 3 ขีดครึ่ง ดังนั้นจึงคิดว่า Macbook น่าจะคุ้มกว่า ยิ่งถ้าเทียบกับ Macbook Pro ตัวใหม่ที่ 2.5 (อย่างหนัก >_< )

    อ้อ เกือบลืม โหลด Keynote ไปดูได้ที่นี่ครับ

  • การตอบโต้ของ PC : I’m a PC

    คนส่วนใหญ่คงเคยเห็น Get a mac ของ Apple ที่มุ่งโจมตี Microsoft และ windows มาโดยตลอด (โดยเฉพาะ Vista ที่โดนหนักเป็นพิเศษ ซึ่งจริง ๆ ส่วนวตัวผมว่า Vista มันดีกว่า XP เยอะนะครับ) แน่นอนว่า ตัวแคมเปญ Get a Mac ก็ใช่ว่าทุกคนจะรักมัน หลายอันก็ดูไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไหร่ แต่แน่นอนในแง่การตลาดแล้วก็ถือว่าได้ผลมากทีเดียว เข้าใจง่าย และเปรียบเทียบได้เห็นภาพดี (ผมยังเคยเขียนถึงเลย  แม้ว่าหลังจากวันนั้นจนวันนี้ Apple จะออกตามมาอีกเยอะ แต่ผมว่าอันที่เคยเขียนถึง (Trust Mac) ฮาสุดแล้ว)
    สำหรับฝั่ง Windows หลังโดนมานานก็ถึงช่วงเอาคืนทีแรกที่ออกมาให้คนทั้งโลกงงเต็ก กับโฆษณาชุดนี้ ซึ่งผมดูทีแรกก็ไม่เข้าใจ คิดว่าเพราะแปลไม่ค่อยออก แต่จริง ๆ แล้วทั้งโลกเค้าก็งงกันทั้งนั้น

    แล้วเมื่อวาน Microsoft ก็ยิงแคมเปญ I’m a PC [Video 1] [Video 2] [Video 3] ซึ่งผมรู้สึกชอบมาก คิดว่าพอ ๆ กับตอนที่เห็น Get a Mac ครั้งแรกเลย เมื่อ Apple อาจจะสร้างระบบที่มีความปลอดภัยและเสถียรภาพสูง แต่ Apple ก็ปิดกั้นและต้องการควบคุมทุกอย่างในระบบในอยู่ในมือของตัวเอง (ตัวอย่างชัดเจนที่สุดอย่างเพลงใน iTunes หรือ App ใน iTunes App Store) Microsoft จึงเลือกจุดนี้มาโจมตีด้วยแคมเปญใหญ่ที่ชื่อว่า Life without Walls โดยแบ่งแพลตฟอร์มของตัวเองเป็น PC – Mobile – Live ซึ่งสามารถทำงานเชื่อมต่อร่วมกันเป็นอย่างดี แล้วส่งคนมากมายออกมาบอกว่า “ผมรู้คุณก็ใช้” (คุ้น ๆ เนอะ) และที่เด็ดกว่านั้่นคือเชิญชวนคนมาร่วมกันเป็น I’m a PC โดยการอัดวีดีโอแล้วส่งขึ้นเว็บไซต์ จากนั้นคุณอาจจะได้ปรากฎตัวอยู่บนจอวีดีโอใหญ่ยักษ์กลาง Time Square ซึ่งเป็นโฆษณาที่สร้างส่วนร่วมกับผู้คนได้เป็นอย่างดี ลองเล่นได้ที่นี่

    ปล. ผมว่าขัดแย้งหน่อยที่ต้องดูด้วย silverlight (ไหนว่า Without Walls ฟะ)

  • แต่งได้ไง

    คนที่สอนให้รู้จัก ว่ารักเป็นเหมือนรอยสัก เจ็บปวดแต่งดงาม
    :: สมรสและภาระ ( อพาร์ตเม้น คุณป้า )
    :: ความรักก็ทั้งงดงาม ทั้งเจ็บปวด เพิ่งเคยได้ยินว่าถูกเอาไปเปรียบกับรอยสัก ได้ฟีลเข้ากับดนตรีร็อคแอนด์โรลล์ดี รู้สึกประทับใจ

    เราทิ้งโชคชะตาไว้ที่ตะวันออกเฉียงเหนือ
    อยู่ในเมืองเราต้องชนเรามันคนพันธุ์เสือ
    :: เสือร้องไห้ ( อพาร์ตเม้น คุณป้า )
    :: เราคุ้นเคยกับเพลงที่บอกว่าทิ้งบ้าน ไปหาแสวงโชคที่กรุงเทพฯ แต่เพลงนี้กลับบอกว่า เราทิ้งโชคไว้ที่บ้านเกิดแล้ว เข้าเมืองต้องอดทนและพยายาม โดนใจ

    ชั้นก็มีชีวิตนะคะมีสิทธิ์จะเสียใจ กินน้ำใต้ศอกมันดับกระหายแต่ช้ำใน
    :: เป็นอะไร What am I? ( T-Hop (Zona))
    :: ฟังแล้วก็คิดว่าเข้ากับเพลง Hip hop ดีครับ

    เกิดอาการเธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ
    แต่สองดาวก็ยังหมุนรอบตัวเอง
    เธอดึงดูดฉัน ฉันดึงดูดเธอ
    และสองดาวยังเปล่งแสงอันงดงามให้แก่กัน
    :: เธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ (เฉลียง เนื้อร้องโดย ประภาส ชลศรานนท์ )
    :: เพลงนี้คุณประภาสแต่งด้วยความตั้งใจว่าจะลองแต่เพลงแบบเฉลียงดู หลังจากที่ไม่ได้แต่งมานาน ส่วนตัวที่คิดว่าผ่านมาตรฐานเฉลียงแบบฉลุย : ) แล้วใครได้อ่านหนังสือคุณประภาสคงรู้ว่าเพลงนี้มันเข้ากับเรื่องจักรวาลที่คุณประภาสชอบเล่าอยู่บ่อย ๆ ดีจัง

    ฟ้ามืดจึงเห็นดาวสวย มีความเศร้าช่วยให้เข้าใจ
    ชีวิตจึงต้องอดทนไว้ เพื่อให้ฝันไม่ตาย
    :: เข้มแข็งไว้คนดี ( พราย ปฐมพร ปฐมพร )
    :: ฟ้ามืดจึงเห็นดาวสวยครับ เหรียญมีสองด้านเสมอ ไม่มีอะไรไร้ค่า เหมือนพรายบอกไว้ “นาฬิกาตายยังบอกเวลาถูกสองครั้งในหนึ่งวัน”

    ว่าจะเขียนเรื่องเนื้อเพลงที่คิดว่าแจ๋ว ๆ หลายทีแล้ว แต่ลืมประจำ บังเอิญได้ฟัง “สมรสและภาระ” เลยนึกขึ้นมาได้ ว่าแต่มีใครสนใจจะแชร์ไหมครับ

  • ชนะ – เข้าใจ

    ถ้าจะชูธงว่าจุดสุดยอดคือชนะ เป้ามันก็คือการชนะ
    แต่ถ้าชูธงที่เป็นความเข้าใจ เราก็จะมุ่งสู่ความเข้าใจ

    iannnnn

    อ่านแล้วชอบ แต่ไม่ขอลิงค์ว่ามาจากหน้าเว็บไหน อย่างไรก็ดีมันโดนใจน่ะ

    อ้อ อีกอย่าง Post ของคุณคนชายขอบ นี่คือความคิดเห็นที่ตรงใจที่สุดในนาทีนี้

  • Olympic London 2012 Logo

    Olympic Emblem

    เอาหน้าตาของโลโก้โอลิมปิกครั้งที่ผ่าน ๆ มามาให้ดู ผมค่อนข้างชอบโลโก้ของงานโอลิมปิกที่จีนค่อนข้างมาก คิดว่าข้อได้เปรียบอย่างนึงที่จีนเหนือกว่าหลาย ๆ ประเทศที่เคยจัดมาคือ ความเข้มแข็งของวัฒนธรรม จีนมีอารยธรรมที่ยาวนาน จนมีวัฒนธรรมที่มีความเฉพาะตัวสูงมาก หลาย ๆ อย่างเห็นปุ๊บรู้ทันทีว่าเป็นของจีน ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างเช่น อักษรจีน พู่กันจีน อาคารทรงจีน แม้แต่สีแบบจีน ๆ (แดงแจ๋) ดังนั้นพอจะทำอะไรซักอย่างจึงสามารถทำได้อย่างชัดเจน อย่างเช่นโลโก้ของงานโอลิมปิกครั้งนี้ที่ออกมาหน้าตาแบบนี้

    เห็นครั้งแรกผมว่าคนคิดตอบโจทย์ได้ดีเหลือเกิน อาจจะด้วยว่ามีความคุ้นเคยกับวัฒนธรรมจีนพอสมควร พอมองปราดเดียวก็รู้เลยว่า นี่มันเป็นการเลียนแบบตราประทับลงชื่อของจีน แล้วเอาอักษรของคำว่าปักกิ่งมาบิดให้กลายเป็นคนในตราประทับอีกที แล้วเขียนอักษรด้วย Type Face แบบพู่กันจีน ทั้งหมดนี้ดูมีความหมายและหนักแน่นในส่วนของวัฒนธรรมจีนอย่างมาก น่าทึ่งเหลือเกิน

    ด้วยความสงสัยเลยค้นโลโก้ของงาน London 2012 ที่จะจัดขึ้นในอีก 4 ปีข้างหน้านี้ แล้วพบว่ามันมีหน้าตาอย่างนี้

    ในทีแรกผมว่ามันอุบาทว์อย่างที่ใคร ๆ คิดนั่นล่ะครับ แถมมารู้อีกว่าไอ้โลโก้สีแปร๋นนี้มันราคา 25 ล้านบาท ก็แทบลมใส่ และคิดในใจว่า ใครมันโง่จ่าย (วะ)
    แต่ความคิดของผมก็เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อแวะไปในหน้าเว็บของผู้ออกแบบ คุณ Wolff Olins ผมเริ่มค่อย ๆ เข้าใจขึ้นมาทีละนิดในแต่ละคลิก (โอ้โห ฟังดูดราม่ามาก) และรู้สึกทึ่งไปกับความคิดของผู้สร้างขึ้นมาทีละน้อย

    อย่างแรกที่สังเกตุได้คือ การออกแบบครั้งนี้ใช้สีฉูดฉาดกว่าปกติ แถมสีที่เลือกเป็นสี M100 กับ C 100 ซึ่งถือว่าเป็นสี เด็กแนว ในพ.ศ.นี้ เป็นสีที่นิยมใช้กันในเว็บไซต์ รวมถึงงานสิ่งพิมพ์ใหม่ ๆ ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งที่เลือกแบบนี้ผู้ออกแบบบอกว่า เพื่อดึงคนที่อายุไม่มากนักให้มาสนใจงานโอลิมปิกมากกว่าเน้นให้เป็นเทศกาลอันศักดิ์สิทธิ์

    จากนั้นพอผมย้อนดูผลงานเก่า ๆ ของคุณ Wolff มาก ๆ เข้าก็เข้าใจว่า หลาย ๆ ครั้งงานออกแบบของเค้าไม่ได้เป็นแค่การออกแบบโลโก้ แต่เป็นการออกแบบ Brand แบบรอบด้าน อย่างเช่น นอกจาก โลโก้ Sony Ericsson จะถูกออกแบบขึ้นมาแล้ว มันยังถูกกำหนดแนวทางการใช้งาน และการวางตัวอักษร (ซึ่งรวมถึง type face ของ Font และ การวางตำแหน่งของอักษรอย่างคล้องจองกัน) และอื่น ๆ อีกมากมาย อีกด้วย

    แล้วพอกลับมาดูเว็บหน้าที่พูดถึงการออกแบบโลโก้โอลิมปิกผมเลยเห็นอะไรบางอย่าง ดูจากภาพนี้ครับ

    อย่างนึงที่น่าสนใจคือ โลโก้มันค่อนข้างจะเป็นลักษณะของ form ในแบบ Universal คือมันเอาไปทำอะไรได้หลายอย่าง โดยที่ยังอยู่ใน Theme ของงาน อย่างทำกำแพงเป็นลายเหลี่ยม ๆ สีสันฉูดฉาด ทำเสื้อ ถุงผ้า ทำนั่นทำนี่ มองปราดเดียวก็รู้ว่านี่มันงานโอลิมปิกนี่ แถมในโลโก้ยังเปลี่ยนสีไปมา สีอะไรก็ได้ (หรือแม้กระทั่งข้างในเป็นรูปถ่าย) เพราะสิ่งที่เป็นแกนหลักของ Brand คือรูปทรงและโทนของสีสัน ไม่ใช่ตัวโลโก้แบบเป๊ะ ๆ

    พอเห็นแบบนี้ผมรู้สึกทึ่งไปกับการออกแบบพอสมควร หากโจทย์คือการปรับมุมมองของโอลิมปิกให้กลายเป็นกีฬาสำหรับทุกคน ผมว่านี่เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นที่ดี ต่อไปนี้อยู่ที่ฝีมือของทีมจัดงานแล้วว่าจะทำอย่างไรให้ทุกอย่างสอดคล้อง ส่งเสริมกัน และกลายเป็นงานที่เชิดหน้าชูตาอังกฤษบนเวทีโลกอย่างเต็มภาคภูมิ เหมือนอย่างที่โอลิมปิก 2008 ได้เปิดตัวจีนอย่างสมศักดิ์ศรีในปีนี้

    ตอนนี้กลายเป็นผมมาคอยภาวนาว่า คณะกรรมการอย่าได้ยอมฟังกระแสของคนคัดค้านจนยอมเปลี่ยนโลโก้นะครับ ผมอยากเห็นการใช้งานโลโก้นี้ในงานอีก 4 ปีข้างหน้าชะมัด อยากรู้ว่าจะทำได้ดีแค่ไหน แล้วถ้าถึงตอนนั้นผมยังเขียนบล็อก คงได้มา Post ว่าถูกใจหรือผิดหวังอย่างไร

    ปล. มีใครดูออกไหมว่า โลโก้นี้มันเป็นรูปอะไร ผมใช้เวลาดูอยู่ 2 ชั่วโมง จนพบว่ามันคือเลข 2012

  • Reward : Punishment

    วันนี้ได้มีโอกาสนั่งคุยกับฝ่ายที่ดูแลเรื่องการลา การขาดงานของพนักงานที่ร้าน เค้าบ่นว่าร้านเราพนักงานลากันบ่อย และเล่าให้ฟังถึงพนักงานคนหนึ่งที่ออกจากเราไปเมื่อเดือนที่แล้ว ทำงานกับบริษัทที่ใหญ่กว่า และมีค่าตอบแทนมากกว่า แต่มีกฎระเบียบที่เข้มงวดกว่ามาก

    ฟังดูแล้วก็สับสนนิดหน่อยว่าจะเอาไงดี พอได้ยินเรื่องว่าคนที่ร้านเราลาบ่อย แน่นอนก็มีสองทางคือ Reward กับ Punishment  (ตบรางวัล หรือ ลงโทษ)

    ปกติแล้วเรา punishment ด้วยการหักเงินอยู่แล้ว อย่างไรก็ดี กรณีพนักงานยังมีสิทธิ์ในการใช้วันลาอยู่เราก็ไม่ได้หักเงิน ถือเป็นสิทธิ์ของเขา (ซึ่งเชื่อว่าคนที่ยังใช้วันลาไม่ครบ ส่วนใหญ่ก็คงจะหาโอกาสใช้ให้หมดก่อนสิ้นปี ซึ่งอันนี้ผมรับได้นะ ไม่ว่ากัน แต่ก็เลือกวันลากันหน่อย อย่ามาลาช่วงงานยุ่งมาก ๆ อันนี้ไม่ไหว ไม่มีความรับผิดชอบ)

    ส่วน Reward นี้ยกเลิกไปนานแล้ว ก็คงคล้าย ๆ ที่อื่นคือถ้าไม่ลา ไม่สาย ตลอดเดือนก็มีเงินพิเศษให้ และถ้าครบทั้งปีก็มีรางวัลใหญ่ให้ พี่คนที่คุยด้วยเล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนใช้ ไม่มีคนลาเลย ผมพอเดาทางได้ ว่า พอเป็นอย่างงั้นทุกคนจะไม่ยอมลา แต่จะเข้ามาตอกบัตร แล้วแอบออกไปในเวลางานแทน ซึ่งเรื่องนี้ที่ร้านไม่ค่อยจะเข้มงวดกับพนักงานเท่าไหร่ เรื่องจะไปไหนมาไหนในเวลางาน

    เรื่องทำนองนี้ก็ต้อง Trade-off กันพอสมควรว่าจะเลือกทางไหน แน่นอนด้วยวัฒนธรรมองค์กรตอนนี้เราคงยังไม่เลือกทาง Reward (และมีแนวทางที่ปรับปรุงเมื่อต้นปีคือ มี Punishment ที่เข้มงวดขึ้น) แต่ถ้าวันนึงใช้ระบบลายนิ้วมือตอกบัตร ทุกคนจะออกจากที่ร้านต้องแลกบัตร ลงชื่อกับยาม ถึงวันนั้น Reward คงเป็นทางเลือกที่ดี เพราะมันพิสูจน์ Performance คนได้จริง ๆ
    มาบันทึกไว้ เผื่อวันนึงถ้าตัดสินใจเป็นอย่างอื่น จะได้มีอ้างอิงว่าตอนนี้คิดยังไง

  • คานส์ทองไทย

    บังเอิญวันนี้ได้ทราบข่าวที่น่ายินดี และเคยเขียนถึงกรณีนี้ไปเมื่อนานมาแล้ว เลยคิดว่าเอามาโพสต์เสียหน่อย ให้ชาวไทยได้ภาคภูมิใจกัน

    คุณอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ได้รับเลือกเป็นกรรมการการประกวดสายหลัก ของงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปีนี้ (สายหลักด้วยนะ ขอบอก ไม่ใช่ส่วนของหนังสั้น หรือ สาย UnCertain Regard เสียด้วย )

    ภาคภูมิใจอย่างแรง สำหรับผมแล้ว คานส์เท่ห์กว่าออสการ์หลายช่วงตัว (เพราะติสต์แตกกว่ากันเยอะ) ดังนั้นการที่คุณเจ้ยได้รับเลือกแสดงให้เห็นว่า งานศิลปะนี่มันไร้พรมแดนจริง ๆ 

    ว่าแล้วก็อยากจะเฮ่อ หลาย ๆ ที เพราะที่อุบลฯไม่มีทางเอา แสงศตวรรษ มาฉายอย่างแน่นอน ได้แต่หวังว่าจะมี DVD ให้ซื้อหา (และไม่ตัดฉากใด ๆ ออกไป)

    ปล.ผมดูหนังคุณเจ้ยไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก แต่ผมว่าหนังแก”แนว”ดี

    ที่มา : ThaiCinema.org

  • Earth Hour

    ผมปิดไฟแล้ว คุณล่ะ?

    เชิญชวนปิดไฟในวันที่ 29 มีนาคม 20.00 – 21.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของคุณ ตามโครงการ Earth Hour

    ปล. อ๊ะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่ฮิต Google ไทย ก็ปิดไฟแล้วนะ