Category: Opinion

  • เหรียญ 2 บาท

    ออกจะช้าไปหน่อย ผมเองเพิ่งได้หยิบใช้เหรียญ 2 บาทกับชาวบ้านเค้าไม่นานมานี้เอง ….ใช้แล้วรู้สึกรำคาญ

    ทีแรกก็บ่นกับตัวเองว่าไม่รู้จะทำมาทำไม ออกมาให้งงเล่น ขนาดใกล้เคียงกับเหรียญบาท จนต้องคอยพูดว่า มีเหรียญ 2 บาทนะครับ เวลาจะรับหรือจ่ายทุกครั้งไป

    วันนี้ความอยากรู้มันคับอกจนต้องออกค้นในอินเตอร์เน็ต ว่าเหตุใดจึงต้องใช้มัน ทีแรกเจอเหตุผลว่า เพื่อให้ยอดเงินการปัดราคาสินค้าง่าย และทำให้ข้าวของไม่แพง อย่างเช่น จะปรับราคาจาก 3 บาทเป็น 4 บาท พ่อค้าเกิดความรู้สึกว่า งั้นปรับเป็น 5 เลยแล้วกัน ขี้เกียจทอน -_-” ผมอ่านแล้วฟังดูไม่ค่อยขึ้นเท่าไหร่

    จนไปเจอบทความนี้ เหรียญ 2 บาทหายไปไหน?  อ่านแล้วจึงกระจ่างว่า ตามอนุกรมของเหรียญและธนบัตรแล้ว ปกติค่าจะใหญ่เป็น 2 เท่าขึ้นไปเรื่อย ๆ เพื่อให้สามารถบริหารการใช้งานเหรียญอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มทุนค่าใช้จ่ายในการผลิตเหรียญปัจจุบันนี้ เหรียญ 1 บาท มีอัตราการใช้งานสูง เช่น ทอน 4 บาท ต้องใช้เหรียญบาท 4 เหรียญ ทำให้ชำรุดเร็ว จากการนำเหรียญ 2 บาท มาในระบบ ประมาณการว่าจะสามารถลดอัตราการใช้เหรียญบาทลงได้ถึง 30 เปอร์เซ็น

    ฟังดูเหมือนจะดี ผมเริ่มเห็นด้วยเรื่องการใช้งานเหรียญ 2 บาทแล้วครับ ดังนั้นเมื่อมีเหตุผลในการผลิต ผมจึงคิดว่าข้อผิดพลาดอยู่ที่ขนาดครับ มันใกล้เคียงกับเหรียญ 1บาท และ 5 บาทมากจนเกินไป จนทำให้การใช้งานสับสน หลายคนว่าอีกไม่นานก็จะชิน แต่ผมคิดว่ายังไงก็คล้ายกันเกินไป ผมว่าทางรัฐน่าจะปรับรุ่นใหม่อีกรุ่น ให้เป็นสีทองแดง และเจาะรูตรงกลางไปเลย ให้แยกง่าย ๆ (เหมือนที่ญี่ปุ่นที่เหรียญเยอะมาก)

    อย่างไรก็ดี เห็นว่าตัวเหรียญมีส่วนประกอบของเหล็กที่ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลง นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำเป็นสีทองแดง และเจาะกลางไม่ได้

    ไม่รู้คนอื่นเป็นหรือเปล่า แต่เวลาผมได้เหรียญนี้มา ผมจะพยายามจ่ายออกไปโดยเร็ว เนื่องจากกลัวหยิบผิด จึงรีบตัด Error ออกจากระบบให้เร็วที่สุด

    รัฐบาลเองล่ะ เห็นเรื่องนี้เป็นบั๊กที่ต้องแก้ หรือเป็น Error ที่เดี๋ยวใคร ๆ ก็ชิน

    ปล.รูปเหรียญ 2 บาทแบบเปรียบเทียบให้เห็นจะ ๆ โดย โก๋สิจ๊ะ

  • ฟ้อง YouTube

    โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

    โดยส่วนตัวผมคิดว่า

    นี่คือวิธีที่ไม่น่าทำและล้าหลัง
    นี่คือวิธีที่น่าสนใจ น่าทำ

  • ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่อยู่ในกระเป๋า

    4-5 ปีก่อน
    จัดกระเป๋าเดินทาง ให้เสื้อผ้าพอดีจำนวนวัน บางครั้งอากาศหนาว เตรียมเสื้อไปน้อยกว่าปกติ เพราะกะว่าใส่ซ้ำได้ เนียน ๆ เตรียมไดอารี่ ปากกาหมึกซึมสีดำ เวลาว่าง ๆ วาดภาพเก็บไว้ในไดอารี่ได้

    ปัจจุบัน
    จัดกระเป๋าเดินทาง เตรียมเสื้อผ้าเผื่อ 1 ชุด แชมพู สบู่ พร้อม ยาสามัญประจำบ้าน หนังสือมากกว่า 1 เล่ม (เผื่อคนร่วมเดินทางยืมอ่าน) กล้องดิจิตอล จะได้เอารูปมาลงบล็อก

    เวลาเปลี่ยน ของในกระเป๋าเปลี่ยน

    ปล.นึกเรื่องนี้ได้ตอนอาบน้ำ ไม่ได้จะจัดกระเป๋าไปไหนหรอกครับ

  • ขอเสรีภาพส่องแสงในใจทุกท่าน

    วันนี้ได้ทราบข่าวอันน่าเสียดายว่า ภาพยนตร์เรื่อง แสงศตวรรษ ไม่ผ่านการตรวจโดยคณะกรรมการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ หากหนังต้องการฉาย จำเป็นต้องตัดหนังออก 4 ฉากจึงสามารถฉายได้ (ทีแรก 3 ต่อมาเพิ่มเป็น 4) เมื่อเป็นดังนั้น ผู้กำกับ คุณอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล จึงตัดสินใจไม่นำภาพยนตร์เข้าฉายในประเทศไทย โดยมีคำคมที่น่าประทับใจดังนี้

    “ในฐานะนักทำหนังคนหนึ่ง ผมปฏิบัติกับหนังของผมประดุจลูกชายและลูกสาว เมื่อผมให้กำเนิดเขา พวกเขาก็มีชีวิตเป็นของตนเอง ผมไม่ใส่ใจว่าผู้คนจะรักหรือเกลียดลูกของผม ตราบใดที่ผมสร้างเขาขึ้นมาด้วยความตั้งใจและความพยายามอย่างสูงสุด ถ้าลูกๆ ของผมไม่สามารถอาศัยอยู่ในประเทศของเขาเองไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม ก็ปล่อยเขาเป็นอิสระเถิด เพราะมันยังมีพื้นที่อื่นๆ ที่ต้อนรับเขาอย่างอบอุ่นในแบบอย่างที่เขาเป็น มันไม่มีเหตุผลเลยที่ต้องทำให้พวกเขาพิกลพิการจากระบบแห่งความกลัวหรือความ ละโมบ มิฉะนั้นแล้วมันก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่คนสักคนหนึ่งจะสร้างงานศิลปะต่อไป”

    แปล จาก “I, a filmmaker, treat my works as my own sons or my daughters. When I conceived them, they have their own lives to live. I don’t mind if people are fond of them, or despise them, as long as I created them with my best intentions and efforts. If these offspring of mine cannot live in their own country for whatever reasons, let them be free. Since there are other places that warmly welcome them as who they are, there is no reason to mutilate them from the fear of the system, or from greed. Otherwise there is no reason for one to continue making art.”

    ขอไว้อาลัยให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย 1 นาที….

    แม้ผมจะหลับตอนดูเรื่อง สัตว์ประหลาด ในโรงภาพยนตร์ (นิดหน่อยนะครับ ไม่ได้หลับทั้งเรื่อง 😀 ) และก็ดูไม่ค่อยจะรู้เรื่องเท่าไหร่ แต่ผมก็ภูมิใจกับหนังไทยเรื่องนี้เป็นอย่างมาก (จนตามไปซื้อ DVD เก็บไว้ให้เป็นเกียรติกับชั้นที่บ้าน)

    ท้ายที่สุดนี้ที่แย่กว่าการเซ็นเซอร์คือ การไม่ยอมคืนฟิล์มให้กับเจ้าของ หลังจากที่ทางคุณเจ้ย ตัดสินใจไม่ฉาย พอไปขอฟิล์มคืน ทางคณะกรรมการฯแจ้งว่าจะไม่คืนให้ จนกว่าจะตัดฉากเหล่านั้นทิ้งด้วยตัวเองก่อน ด้วยเหตุผลพิลึก ๆ ว่า เดี๋ยวทีมงานเอาไปตัดแล้วเอามาอุทธรณ์ใหม่

    ขอเสรีภาพส่องแสงในใจทุกท่าน

    ติดตามรายงานอย่างต่อเนื่องได้ที่ Blog A-Century
    รู้จักกับ แสงศตวรรษ ที่ Thai Cinema
    รู้จักกับ แสงศตวรรษ ที่เว็บ Kick the Machine

  • กำแพง

    หลังจากได้ทราบสถานการณ์อินเตอร์เน็ตในประเทศ ก็คิดถึงเรื่องนี้ขึ้น

    ถ้าใครเคยจำเหตุการณ์ได้พอคุ้น ๆ ครั้งนึงที่คุณอิ๋ง ๆ แจ้งความข้อหาหมิ่นประมาท เนื่องจากเว็บบอร์ดหน้าเขียวมีข้อความดูถูกเธอรวมทั้งหนังสือสีม่วงตีแผ่ชีวิตสามีเธอเอง โดยคุณอิ๋ง ๆ ระบุว่าเป็นกลุ่มคนที่ต้องการทำลายชื่อเสียงของเธอให้ป่นปี้ ดังนั้นเธอจึงต้องแจ้งความและนำตัวคนผิดมาลงโทษเสียให้หลาบจำ

    เหตุการณ์โด่งดังลงหนังสือพิมพ์อยู่หลายฉบับ จนกระทั่งคุณสรยุทธ์นำเจ้าทุกข์(คุณอิ๋ง ๆ), นายตำรวจ, ประธานสมาคมเว็บมาสเตอร์แห่งประเทศไทย (ไม่แน่ใจว่าตอนนั้นคือคุณปรเมศน์ เจ้าของ Sanook หรือเปล่า) และผู้ประกาศข่าวหญิงอีกท่านหนึ่ง ซึ่งเคยโดนกรณีคล้าย ๆ กันกับคุณอิ๋ง ๆ มาร่วมรายการด้วยกัน

    ช่วงหนึ่งของรายการ คุณอิ๋ง ๆ ชี้แจงอย่างไม่พอใจว่า เหตุใดคนที่เล่นอินเตอร์เน็ตจะจ้องลงข้อความดูหมิ่น ดูถูกอย่างเสีย ๆ หาย ๆ กับเธอ ในเมื่อเธอไม่ได้ทำอะไรให้ใคร ดังนั้นเธอเชื่อว่ากลุ่มคนที่โพสต์ข้อความดูถูกเธอนั้น เป็นแก็งค์ที่ถูกจ้างวานมาเพื่อทำลายชื่อเสียงของเธอโดยเฉพาะ

    เรากำลังอยู่ในรอยต่อของโลกยุคโทรเลขกับยุคอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงอย่างแท้จริง

    ท้าย ๆ ของรายการหากใครจำได้ คุณอิ๋ง ๆ ไม่พอใจว่าเหตุใดคนแต่ละคนจึงสามารถแสดงความคิดเห็นของตนในอินเตอร์เน็ตโดยปราศจากการตรวจสอบย้อนกลับที่มีประสิทธิภาพได้ เธอเสนอให้ต่อไปนี้ ทุกคนที่จะโพสต์ลงในเว็บบอร์ดทุกบอร์ด จะต้องสมัครสมาชิกโดยการใช้บัตรประชาชน

    ประธานชมรมเว็บมาสเตอร์ตอบอย่างสุขุมและน่าฟังว่า หากคุณอิ๋ง ๆ อาศัยอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง บนถนนมีการสร้างเนินเล็ก ๆ ไว้เพื่อป้องกันไม่ให้รถวิ่งในตัวหมู่บ้านเร็วจนเกินไป วันหนึ่งทางหมู่บ้านแจ้งว่า ปัจจุบันมีหลายคนที่ขับรถในหมู่บ้านเร็วเกินความจำเป็น ดังนั้นหมู่บ้านจึงได้สร้างเนินให้สูงขึ้นมาก ๆ เพื่อให้รถทุกคันต้องหยุด เพิ่มจำนวนเป็น 3 เนินต่อหนึ่งช่วงถนน และจ้างยามมาตรวจสอบบัตรประชาชนในทุกแยก หากโดยส่วนตัวคุณอิ๋ง ๆ เป็นคนขับรถไม่เร็วนัก คงจะรู้สึกรำคาญกับมาตรการที่เข้มงวดมากเกินไปนี้ และพาลอยากย้ายหมู่บ้านไปอยู่ที่อื่นเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป

    วันนี้ผมรู้สึกว่าถนนบางสายในหมู่บ้านเรา ไม่ได้มีแค่เนินสูง ๆ ถี่ ๆ เสียแล้ว วันนี้ผมขับรถแล้วชนกำแพง ซึ่งตั้งอยู่กลางถนนเข้าอย่างจัง

    ไม่บาดเจ็บ แต่ผิดหวัง

  • ห่วง

    วันนี้ไล่ถามเรื่องเอกสารและงานต่าง ๆที่ยังค้างกับพี่ ๆ ที่ร้าน ปรากฎว่าถูกทักว่าเดี๋ยวนี้อายุมาก จะเดินทางก็เป็นห่วงหน้าพะวงหลัง
    เริ่มรู้สึกอย่างนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พอจะเดินทางแต่ละที นอกจากจะห่วงเรื่องข้าวของ เรื่องแผนการเดินทางแล้ว ก็จะห่วงเรื่องงานมากขึ้น คงจะเป็นไปตามวัยอย่างที่ว่า

    อ้อ จะไปญี่ปุ่นครับ กลับสัปดาห์หน้า  เดี๋ยวมาเล่าให้ฟัง

  • 10 Things I hate About Treo 680

    1. แบตหมดเร็ว ตามที่ได้รับการยืนยันนอนยันกันมาทั่วสารทิศ ก็เป็นจริงดังว่า หากเทียบกับเครื่อง PDA phone ทั่ว ๆ ไปอาจจะนับได้ว่าไม่ขี้ริ้วขี้เหร่อะไร แต่หากเทียบกับโทรศัพท์มือถือ ก็นับว่าใช้งานได้ค่อนข้างสั้น ปกติผมใช้ตอนนี้ก็ใช้ได้ครบวันพอดี ๆ เหลือแบตอีกนิดหน่อย แต่ไม่สามารถใช้ข้ามวันได้ ตามประสาคนโทรศัพท์เยอะ
    2. ความละเอียดกล้องต่ำมาก แม้ว่ากล้องมือถือใน PDA จะยังไม่มีตัวใดที่สามารถเอาไปอัดแล้วไม่โดนเพื่อนล้อได้ แต่ตัวกล้องใน Treo 680 เองก็ทำตัวน่าให้ล้อ เพราะน้อยเหลือเกิน (VGA 640 x 480) ซึ่งคิดว่าแหม ถึงวันนี้แล้วอย่างต่ำ ๆ ก็น่าจะ 1.3 M แม้ผมเองจะไม่ค่อยได้ถ่ายอะไรมากมายนัก แต่ก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเล็กน้อย เวลาบอกเรื่องนี้กับคนอื่น
    3. ต้องคอยกด HotSync เวลาแก้ไขนัดหมาย จากที่เคยตัวกับ Pocket PC ที่เวลาเสียบสาย Sync แล้วหากเราแก้นัดหมายบนคอมพ์ ข้อมูลจะอัพเดทกันทันที แต่ของระบบ Palm พอแก้แล้วต้องกด Sync 1 ครั้งก่อนจึงจะอัพเดทข้อมูลให้ ซึ่งบางครั้งรีบ ๆ ก็ลืมได้
    4. หน้าจอข้อความเหตุการณ์ขึ้นมาบังรายละเอียดการใช้สาย อย่างเวลาเราโทรอยู่หากมี SMS เข้าหรือสายเรียกเข้าแล้วไม่ได้รับ มันจะมีหน้าจอมาบังหน้าจอรายละเอียดการโทรของเราไว้ ซึ่งต้องคอยกด OK ผ่านไป ผมว่าน่าจะมีวิธีที่ดีกว่านี้ อย่างให้ขึ้นหลังจากวางหูแล้วอะไรแบบนั้น
    5. ไม่สามารถดูระยะเวลาในการใช้สายแต่ละครั้งได้ อันนี้เป็นความผิดอย่างมาก ทั้ง ๆ ที่เครื่องสามารถเก็บข้อมูลได้ละเอียดและมีหน่วยความจำเหลือเฟือ กลับไม่ยอมเก็บเวลาในการใช้สาย ซึ่งน่าจะเป็นฟังก์ชั่นพื้นฐาน อีกอย่างน่าจะมีหน้าจอแจ้งตอนจบการสนทนาว่าใช้เวลาไปกี่นาทีให้ดูด้วย
    6. หนักไปหน่อย แม้ว่าจะเทียบแล้วว่าเบา สำหรับผมที่เคยใช้แต่โทรศัพท์มาโดยตลอด รู้สึกส่วนตัวว่าเครื่องค่อนข้างหนักไปนิดหน่อย
    7. ไม่มี Wi-Fi ใส่เป็น SD wifi ก็ไม่ได้ เรื่องนี้ไม่เลวร้ายนัก แต่คิดว่าน่าเสียดายเท่านั้นเอง บางทีหากมีก็เผื่อจะได้ใช้ประโยชน์เป็นครั้งคราว
    8. Sync กับ Mac แล้วไทยเละ อย่างนึงที่ตัดสินใจซื้อ ตอนนั้นเห็นว่าเครื่องสามารถ Sync กับ Mac ได้เนียน ๆ แต่ปรากฎว่าเอาเข้าจริง Sync ได้แต่มีปัญหาเรื่องภาษาไทยอ่านไม่ออก จะอ่านได้ต้องซื้อโปรแกรมเพิ่ม ตอนนี้ใช้งานหลัก ๆ บนเครื่อง Windows ที่โต๊ะทำงาน เลยตัดสินใจยังไม่ซื้อในตอนนี้
    9. ใช้สายชาร์จร่วมกับคนอื่นไม่ได้ หากเกิดเหตุการณ์ลืมแท่นชาร์จ จะหาแท่นชาร์จได้ยากมาก เรื่องใช้ร่วมกับคนอื่นค่อนข้างจะแน่นอนว่าไม่มี แต่ที่แย่กว่านั้นคือ ถึงแม้มีเงินก็หาซื้อไม่ค่อยได้ เพราะไม่ค่อยมีคนขาย อันนี้น่ากลัวมาก
    10. สายแจ็คหูฟังเป็นขนาดเล็ก ไม่ได้มาตรฐาน ไม่สามารถใช้สายหูฟังทั่ว ๆ ไปเสียบเพื่อฟังเพลงได้ ที่ฮิต ๆ กันคือซื้อสาย Small Talk ของ Sony P900 มาใช้แทนกันได้ในสนนราคาประมาณ 300 กว่าบาท คิดว่าอาจจะซื้อมาประดับซักตัว กับหัวแปลงด้วย

    อ่านเพิ่มเติม : 10 Things I Love About Treo 680

  • FoolStop

    คาร์ลอสเก็บตัวอยู่ในห้องนอนหนึ่งเดือน
    เก็บตัวอยู่ในห้องนอนอีกหนึ่งเดือน
    เก็บตัวอยู่ในห้องนอนอีกหนึ่งเดือน

    มันวนเวียนซ้ำซาก ซ้ำจนไม่รู้จะซ้ำอย่างไรต่อไปได้อีก
    คาร์ลอสเคยคิดจะฆ่าตัวตายให้พ้นจากความน่าเบื่อนี้ แต่จากคำบอกเล่าของคนเก่าคนแก่ เขาไม่คิดว่าเขาจะได้ขึ้นสวรรค์จากการปลิดชีพตนเอง แม้กระนั้นในบางครั้งเขาก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงความตาย

    บ่อยครั้งที่เขาฝันเห็นตัวเองหยิบปืนสั้นขึ้นมากรอกปากและลั่นกระสุน เขาเห็นวิญญาณเขาลอยออกจากร่างช้า ๆ พร้อมเสียงสวดมนต์ในภาษาที่เขาฟังไม่ออก

    จากเรื่องสรวงสวรรค์นิเวศ ในอาณาเขตไฟเบอร์ออพติกส์
    หนังสือ Foolstop โดยภิญโญ ไตรสุริยธรรมา (Second Edition)

    คัดข้อความบางส่วนมาเพราะอ่านแล้วประทับใจ และหวังว่าวันหนึ่งจะเขียนได้ดีอย่างนี้บ้าง
    ผมได้หนังสือเล่มนี้มาจากการเดินสำรวจเมืองในชัยภูมิ จนมาเจอกับร้านหนังสือซีเอ็ด ในโลตัสชัยภูมิ ทีแรกหมายจะซื้อเพียงแผนที่ แต่กลับได้หนังสือเล่มนี้มาแทน เนื่องจากชัยภูมิไม่มีแผนที่ขาย

    เพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย, ปราบดา หยุ่น, วินทร์ เลียววารินทร์, ปราย พันแสง, วรพจน์ พันธุ์พงษ์, ประภาส ชลศรานนท์ (หากพิมพ์ชื่อท่านใดผิด ขออภัยไว้ล่วงหน้า เนื่องจากเคยอ่าน แต่ไม่เคยเขียนเลย)เหล่านี้คือชื่อนักเขียนที่ผมเห็นหนังสือแล้วต้องซื้อเกือบทุกเล่ม และหนังสือของคุณภิญโญ ก็เป็นหนึ่งในนั้น ขณะที่ออกจะงงตัวเองเหมือนกันว่า พลาดหนังสือเล่มนี้ในฉบับพิมพ์ครั้งแรกไปได้อย่างไร

    อ่านจนจบและเห็นด้วยอย่างที่สุดตามคุณรัตนา รัตนดิลกชัยที่ลงคำนิยมว่า ตัวหนังสือของคุณภิญโญ “ละเมียดละไม อ่อนไหว ลึกซึ้ง และครุ่นคิด”

    หนังสือเล่มนี้เล่าถึงคนต่างชาติ ต่างภาษาที่คุณภิญโญได้พบพานในโอกาสต่าง ๆ กัน ตัวหนังสือนำพาเราไปพบกับชายหนุ่มนักบอลฝีมือดีที่ข้อเข่าเสีย จึงดับทุกข์ด้วยการไปแสวงบุญที่อินเดียหลายเดือน หรือหนุ่มพม่าที่ระลึกชาติได้ จนกระทั่งถึงพระคเณศ ผู้ขี่หนูเดินทางรอบโลก

    ข้อเสียของหนังสือเล่มนี้มีเพียง 2 อย่างคือ พิมพ์ด้วยกระดาษที่ดีและหนาเกินไปจนทำให้เปิดอ่านได้ยาก กับความรู้สึกเสียดายไม่อยากให้จบ เมื่อเราเปิดมาถึงหน้าสุดท้ายของหนังสือ

  • 10 Things I love about treo 680

    1. ใช้มือเดียวได้สะดวก ตัวเครื่องวางปุ่มเลือกซ้ายขวาบนล่างไว้กลางเครื่อง เวลาใช้งานก็ถนัดมือ ต่างกับเครื่องอื่นที่ปุ่มอยู่ล่างสุดเวลากดจะไม่กระชับ เพราะกลัวเครื่องหลุดมือ ประกอบกับเมนูต่าง ๆ ของเครื่องสามารถเลือกได้จากปุ่มกดเกือบทั้งหมด ทำให้เราสามารถโทรออก รับเข้า หรือจดนัดหมายได้โดยไม่ต้องใช้ Stylus เลย
    2. ฟังก์ชั่นโทรศัพท์ระดับเทพ โปรแกรม Phone ที่ใช้โทรออก สามารถค้นหาชื่อด้วยการพิมพ์จาก Keyboard โดยค่อย ๆ ตัดชื่อที่ไม่ตรงกับข้อมูลออก (คล้าย ๆ ค้นเพลงใน iTunes) นอกจากนี้ยังสามารถตั้งปุ่มโทรด่วนได้จากดีย์บอร์ดหน้าเครื่อง เช่นกดปุ่ม M ค้างให้โทรหาแม่ ทำให้เรามีปุ่มลัดโทรหาแต่ละคนเยอะมาก ด้วย 2 อย่างนี้ทำให้เราสามารถต่อโทรศัพท์ไปหาคนใน Phonebook  ได้สะดวกสุด ๆ
    3.  SMS พิมพ์ง่ายมากด้วยคีย์บอร์ด เพราะตัวคีย์เรียงแบบ QWERTY อยู่แล้ว (เฉพาะภาษาอังกฤษนะครับ) ส่วนไทยก็สามารถเขียนได้ หรือจิ้มคีย์บอร์ดในจอเอา นอกจากนี้หากเรารับส่ง SMS โต้ตอบกับคนอื่น หน้าจอก็จะขึ้นเป็นเหมือน Chat โต้ตอบ (คล้าย ๆ เวลาเราคุยใน IM) ซึ่งทำให้อ่านง่ายขึ้น หรือว่าง ๆ กลับมาอ่านก็เพลินดี
    4.  จอละเอียดมาก ความละเอียดจออยู่ที่  320 x 320 ซึ่งให้ภาพที่คมชัดมากกว่า PPC ทั่วไป และสามารถเปิดตัวอักษรเล็ก ๆ ได้ ทำให้เห็นรายละเอียดตารางนัดหมายได้มากพอ ๆ กับจอขนาดใหญ่อย่าง  PPC ได้
    5. ความเร็วในการทำงาน เครื่องทำงานได้รวดเร็วทันใจ มีอืดบ้างนิด ๆ หน่อย ๆ แต่อยู่ในเกณฑ์รับได้ ยิ่งถ้าเทียบกับเครื่องโทรศัพท์ Sony Ericsson T610 ที่เคยใช้ Treo 680 นี่จรวดดี ๆ นี่เอง
    6. Internet บนเครื่อง ระบบ GPRS ซึ่งผมเป็นคนรุ่นบุกเบิกที่เวลาต่อ PPC กับ โทรศัพท์ ผ่าน GPRS ต้องมาจ่อกัน หรือกด Connect วุ่นวาย พอมาใช้เครื่องที่ทำได้ทันที ก็รู้สึกประทับใจ ที่สามารถตรวจสอบรอบหนัง อัพเดทค่าเงิน ส่ง E-mail ได้จากตัวเครื่องเลย
    7. Internal Memory 64 M ซึ่งนับได้ว่าเหลือเฟือมากกับเครื่องระบบ Palm
    8. ไม่มีเสา นี่เป็นปัจจัยอันหนึ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจซื้อได้ เพราะไม่ชอบเสาด้วยเหตุผลส่วนตัว
    9. สวิตช์ตัดเสียง ด้านบนเครื่องจะมีสวิตช์ไว้เลื่อนสำหรับตัดเสียงทุกอย่างของเครื่อง ทั้งเสียงเรียกเข้า เกม ฯลฯ ซึ่งสะดวกดี ทำให้เราปิดเสียงโดยไม่ต้องเปิดเครื่อง นอกจากนี้หากว่าเราเลื่อนแล้วเครื่องสั่นแปลว่าเข้าโหมดปิดเสียง ถ้าเลื่อนแล้วไม่สั่นแปลว่าเข้าโหมดเปิดเสียง ทำให้เราไม่ต้องดูที่สวิตช์ว่าเลื่อนไปที่โหมดไหน
    10. ระบบ Hotsync ที่แบคอัพข้อมูลทั้งหมดไว้ที่ Com หากว่าเครื่องงอแง แค่ Hard Reset เครื่องล้างข้อมูลทั้งหมดทิ้ง แล้ว Sync ชื่อเดิม ทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิมราวเสกมนต์ ถ้าเทียบกับ PPC เครื่องเดิมที่พอ Hard Reset แล้ว Sync ใหม่ใช้ชื่อเดิม เครื่องจะบอกว่า มีชื่อนี้ใช้งานอยู่แล้ว กรุณาตั้งชื่อใหม่ : (
  • ในวินาทีที่แสงยังคงส่องสว่าง

    หลายวันก่อนเพิ่งได้รู้เรื่องปัญหาชู้สาวของพนักงานในร้าน ซึ่งเคยเกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งแล้ว และส่วนใหญ่คนที่มีปัญหาเหล่านี้ มักจะลงเอยด้วยการเปลี่ยนงาน
    ก่อนหน้านี้เคยมีทั้งที่พนักงานชายที่ร้านจีบพนักงานหญิงไปเป็นภรรยาคนที่สอง พนักงานชายและหญิงแอบคบกันอย่างไม่เปิดเผย หรือแม้กระทั่งปัญหาหึงหวงกันของ 2 หญิง 1 ทอม

    ครั้งนี้มี 2 กรณีด้วยกัน หนึ่งคือกรณีของพนักงานชายจีบพนักงานหญิงอีกคนเพื่อไปนอนด้วยแบบไม่ได้คิดจริงจังอะไร ซึ่งร้อนถึงพี่ ๆ ที่ร้านหลายคนทะเลาะกันเนื่องจากมาตรฐานในการเข้าแทรกแซงเรื่องส่วนตัวที่ไม่เท่ากัน
    อีกกรณีเป็นพนักงานชายที่มีแฟนอยู่แล้ว เกิดคบกันกับพนักงานหญิงอีกคนในร้านอย่างลับ ๆ

    จะว่าไปถ้ามองในฐานะเพื่อนร่วมงานด้วยกันมันคงจะเป็นเรื่องที่ช่วยเชียร์กัน หรือปรึกษาหารือกัน ว่าจะหาทางออกอย่างไรอย่างเห็นอกเห็นใจกัน เหมือนกับที่หลายต่อหลายคนคงจะมีประสบการณ์จีบเพื่อนร่วมงาน

    ขณะที่ในฐานะรุ่นพี่ในที่ทำงานก็แล้วแต่พื้นฐานว่าใครจะมองว่าควรหรือไม่ควร อย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้ มีพนักงานอาวุโสหลายคนที่เหมือนพยายามช่วยจับคู่ให้ แต่อีกหลายคนก็คิดว่าการคบกันในที่ทำงานนั้นมีผลกระทบต่องาน และต้องการห้ามอย่างเด็ดขาด

    จริง ๆ แล้วมองในฐานะของเจ้าของกิจการแล้ว กรณีนี้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่
    คงเป็นคำโกหก หากจะบอกว่าเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง

    วันนี้นั่งคิดเพลิน ๆ ในฐานะที่ผมเองอายุยังไม่มากนัก ทำให้ขาดวัยวุฒิที่จะเข้าไปไกล่เกลี่ย ขณะเดียวกันผมกลับรู้สึกผิดหวังแต่ก็เข้าใจอยู่ระดับหนึ่งว่า ความรักมันห้ามกันได้ลำบาก หากก่อตัวขึ้นมาแล้ว

    คืนนี้ขณะที่ขับรถและคิดเรื่องนี้ไปพร้อมกับแสงไฟที่วาบไหว ในขณะที่พนักงานหลายต่อหลายคน ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เราเองควรวางตัวอย่างไรกับเรื่องเหล่านี้ดี จะยืนอยู่ตรงไหนของปัญหา

    ได้แต่หวังว่าเรื่องราวจะจบลงด้วยดี แต่หากว่าใครจะต้องลาออกไป ก็คงเหมือนแสงไฟที่เราขับผ่านมา ให้แสงสว่างแก่เราเพียงชั่วขณะนึง

    คงอยู่ที่เราต่างหากจะใช้ประโยชน์จากแสงไฟอย่างไร ในวินาทีที่แสงยังคงส่องสว่างอยู่