ได้มีโอกาสดู Steamboy หนังการ์ตูนเรื่องใหม่ของ Katsuhiro Otomo ผู้กำกับ Akira และ Memories
Akira (1988) ขึ้นชื่อมากใน America ในแง่ของการ์ตูน Sci-fi ที่หนักแน่น และเลือดสาด สมัยที่ฉายนั้นในอเมริกายังไม่เคยมีการ์ตูนแบบนี้มาก่อน นอกจากนี้ลายเส้นยังเป็นเอกลักษณ์และเทคนิคการทำแอนิเมชั่นก็ล้ำหน้าเอาเสียมาก ๆ
Memories (1995) กำกับร่วมกับอีกหลายคน แต่ถ้าจำไม่ผิดจะเป็น Producer และมีกำกับเอง 1 เรื่องจาก 3 เรื่อง โดยส่วนตัวไม่ค่อยชอบเรื่องที่ Katsuhiro กำกับ แต่ประทับใจเรื่องที่สอง ที่พระเอกทานยาของบริษัทตัวเองเข้าไป แล้วไม่รู้ว่าเป็นยาที่ทำให้ตัวเหม็นและใครได้กลิ่นต้องตาย พระเอกหลับไปตื่นขึ้นมาคนในบริษัทตายเกลี้ยง ไม่รู้ทำไงดีเลยจะกลับบ้านไปหาแม่ซึ่งอยู่ในเมืองหลวง (บริษัทอยู่นอกเมือง) ความโกลาหลจึงเกิดขึ้น เพราะพระเอกไม่ได้กลิ่นเหม็นของตัวเอง หนังตลกร้ายเรื่องนี้สนุกมาก คนสร้างเข้าใจคิดตรงที่มันเป็นเรื่องธรรมชาติที่เราไม่ได้กลิ่นตัวเอง ดังนั้นตลอดทั้งเรื่องพระเอกไม่รู้เลยว่าตัวเองเหม็นแค่ไหน
SteamBoy(2004) เรื่องเล่าถึง “เรย์” เด็กชายตระกูล Steam ในยุคที่เครื่องจักรไอน้ำกำลังรุ่งเรือง และเปลี่ยนยุคสมัยจากการใช้แรงงานสัตว์มาเป็นยุคเครื่องจักร ปู่และพ่อของพระเอกเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เข้าร่วมโครงการสร้างอาวุธสงครามจากเครื่องจักรไอน้ำ แต่ปู่แยกตัวออกมาเพราะทนไม่ไหวกับวิทยาศาสตร์ด้านมืดนี้ แถมแอบเอา SteamBall ลูกเหล็กขนาดประมาณลูกโบลลิ่งที่เก็บแรงดันได้สูงพอจะขับเคลื่อนเครื่องจักรขนาดยักษ์ได้ติดตัวมาด้วย และส่งมอบให้พระเอก หลังจากนี้พระเอกต้องกระเตงลูกเหล็กหนี พร้อมกับได้เรียนรู้ว่า แท้จริงแล้ววิทยาศาสตร์คืออะไร
สิ่งที่น่าประทับใจคือภาพ นอกจากจะสวยแล้ว(จากที่ดูเรื่องนี้กับHowl’s Moving Castle สรุปได้ว่า เทคนิคการ์ตูนแอนิเมชั่นของญี่ปุ่นล้ำหน้าสุด ๆ ว่ากันตามตรงคิดว่าดีกว่าของอเมริกาด้วยซ้ำไป ) การนำเอาระบบสร้างภาพแบบ 3D มาช่วยในการ์ตูน 2D ก็เนียนขึ้นมาก
การออกแบบสถาปัตยกรรมรวมทั้งเครื่องจักรต่าง ๆ ก็เจ๋งเอาเสียมาก ๆ รวมทั้งไอน้ำ ก็ดูมีมิติดี
ในส่วนการดำเนินเรื่องค่อนข้างจะเดินอืดไปหน่อยตามสไตล์ (และยาวถึง 2 ชม. ตามสไตล์อีกเช่นกัน) ฉากแอคชั่นทำได้ตื่นเต้นดี ไอเดียเรื่องสิ่งประดิษฐ์ที่ปรากฎในหนังก็เจ๋งตามมาตรฐานของผู้กำกับอยู่แล้ว
สิ่งที่ติดใจอยู่ซักหน่อยคือจบรวบรัดไปนิด และทางออกของตัวละครแต่ละตัวในตอนท้ายไม่ชัดเจนเท่าไหร่ ตัวหนังค่อนข้างจะมีส่วนดราม่าค่อนข้างมาก ดังนั้นน่าจะจบได้ประทับใจกว่านี้ เพราะสร้างประเด็นขัดแย้งไว้ค่อนข้างหนักแน่นแล้ว น่าเสียดายที่ใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า